วันที่ 1 กันยายน 2026 จะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Apple เมื่อ Tim Cook วัย 65 ปี สิ้นสุดการทำหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO ที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานถึง 15 ปี และส่งมอบตำแหน่งให้กับ John Ternus รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ซึ่งจะก้าวขึ้นเป็น CEO คนใหม่อย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการจากลาของ Cook จาก Apple เพราะเขาจะขยับขึ้นเป็น Executive Chairman หรือประธานกรรมการบริหารของบริษัท และยังมีบทบาทในบางด้าน รวมถึงการประสานงานกับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก ขณะที่ Ternus จะเข้าร่วมคณะกรรมการบริหารในวันเดียวกันด้วย
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ใครจะมาเป็น CEO คนใหม่” แต่คือการมองย้อนกลับไปว่า ชายที่ครั้งหนึ่งไม่ได้ถูกมองว่าเป็นนักสร้างผลิตภัณฑ์แบบ Steve Jobs เปลี่ยน Apple อย่างไรตลอด 15 ปีที่ผ่านมา และเหตุใดคนที่ได้รับเลือกให้รับไม้ต่อจึงเป็นวิศวกรที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์สำคัญจำนวนมากของบริษัท จาก iPhone, iPad, Mac, Apple Watch และ AirPods ไปจนถึง Apple Silicon และผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ ๆ เรื่องราวของ Cook และ Ternus จึงเป็นเหมือนการเปลี่ยนผ่านจาก “ยุคแห่งการบริหารและการขยาย Apple” ไปสู่ยุคที่บริษัทต้องตอบคำถามใหม่ว่า จะสร้างนวัตกรรมครั้งต่อไปอย่างไรในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนเกมเทคโนโลยี
ในบทความนี้
จากเด็ก Alabama สู่ชายผู้ดูแลเครื่องจักรของ Apple
Tim Cook เกิดวันที่ 1 พฤศจิกายน 1960 ที่เมือง Robertsdale รัฐ Alabama สหรัฐอเมริกา เขาเติบโตมาในครอบครัวธรรมดา โดยพ่อทำงานในอู่ต่อเรือ ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน ก่อนจะเข้าเรียนที่ Auburn University และจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมอุตสาหการในปี 1982 จากนั้นศึกษาต่อจนได้รับ MBA จาก Fuqua School of Business มหาวิทยาลัย Duke ในปี 1988
เส้นทางของ Cook ก่อนเข้าสู่ Apple ไม่ได้เริ่มต้นจากวงการออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่เป็นเรื่องของ “ระบบ” และ “การบริหารจัดการ” เขาทำงานกับ IBM นานถึง 12 ปี โดยรับผิดชอบด้านการผลิตและการกระจายสินค้า ก่อนย้ายไป Intelligent Electronics และขึ้นเป็น COO ของฝ่าย Reseller Division จากนั้นจึงเข้าร่วม Compaq ในตำแหน่งรองประธานฝ่าย Corporate Materials ซึ่งดูแลการจัดซื้อและบริหารสินค้าคงคลังของบริษัท
ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ Cook แตกต่างจากผู้นำ Apple ในยุคก่อนหน้าอย่างชัดเจน เพราะหาก Steve Jobs คือคนที่มองเห็นว่า “ผลิตภัณฑ์ควรเป็นอะไร” Cook กลับเป็นคนที่เก่งในการตอบคำถามว่า “จะทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นถูกสร้างขึ้นและส่งถึงคนทั่วโลกอย่างไร”
และนั่นเองคือเหตุผลที่การเข้ามาของ Cook ในปี 1998 มีความสำคัญมากกว่าตำแหน่งบนบัตรพนักงาน
ชายที่ Steve Jobs เลือกให้มาจัดระเบียบ Apple
Cook เข้าร่วม Apple ในปี 1998 ในตำแหน่ง Senior Vice President of Operations ก่อนขยับขึ้นเป็น Executive Vice President of Worldwide Sales and Operations ในปี 2002 และเข้ามารับผิดชอบ Macintosh Division เพิ่มในปี 2004 ต่อมาในปี 2005 เขาได้รับตำแหน่ง Chief Operating Officer หรือ COO อย่างเป็นทางการ
ในช่วงเวลานั้น Apple กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากความสำเร็จของ iMac, iPod และต่อมาคือ iPhone แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วก็หมายถึงความท้าทายด้านการผลิตและซัพพลายเชนที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ
Cook เข้ามาแก้ปัญหาส่วนนี้ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง เขาให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้าคงคลัง การจัดซื้อ การผลิต และความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์อย่างละเอียด จน Apple สามารถลดความสูญเปล่าจากการเก็บสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมาก
ถ้า Jobs เป็นคนที่ทำให้ Apple มี “จิตวิญญาณ” Cook ก็เป็นคนที่ทำให้เครื่องจักรขนาดมหึมานี้เดินได้อย่างแม่นยำ
วันที่ Cook ต้องเดินออกจากเงาของ Steve Jobs
ปี 2011 คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานของ Tim Cook
หลังจาก Steve Jobs ประกาศลาออกจากตำแหน่ง CEO ด้วยปัญหาด้านสุขภาพ Cook ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นเป็น CEO ของ Apple ในเดือนสิงหาคม 2011 และเมื่อ Jobs เสียชีวิตในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน Cook ก็กลายเป็นผู้ถือพวงมาลัย Apple อย่างเต็มตัว
ความกดดันในเวลานั้นมหาศาล เพราะคำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า Cook บริหารบริษัทเก่งหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า “Apple จะยังเป็น Apple ได้หรือไม่เมื่อไม่มี Steve Jobs”
Cook เลือกที่จะไม่พยายามเป็น Jobs คนที่สอง
เขาไม่ได้สร้างภาพผู้นำแบบนักปฏิวัติ ไม่ได้ขึ้นเวทีเพื่อสร้างวัฒนธรรมแบบ Jobs และไม่ได้พยายามทำให้ทุกผลิตภัณฑ์กลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่เลือกใช้จุดแข็งของตัวเอง นั่นคือการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ การขยายธุรกิจ การสร้างระบบ และการทำให้ Apple สามารถเติบโตได้ในระดับที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า
ผลลัพธ์เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนี้จึงน่าทึ่งอย่างมาก
จาก Apple มูลค่า 3.5 แสนล้าน สู่บริษัทระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์
ตอนที่ Cook ขึ้นเป็น CEO ในปี 2011 Apple มีมูลค่าตลาดประมาณ 3.5 แสนล้านดอลลาร์ แต่ภายใต้การบริหารของเขา มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นไปแตะประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รายได้ต่อปีเพิ่มจาก 108,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2011 เป็นมากกว่า 416,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2025 หรือเกือบ 4 เท่า
ฐานผู้ใช้งานก็เติบโตจนมีอุปกรณ์ Apple ที่ใช้งานอยู่มากกว่า 2.5 พันล้านเครื่องทั่วโลก บริษัทขยายธุรกิจไปมากกว่า 200 ประเทศและดินแดน มีร้านค้าปลีกมากกว่า 500 แห่ง และจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 100,000 คนในช่วงที่ Cook ดำรงตำแหน่ง
ตัวเลขเหล่านี้อาจเป็นภาพที่ชัดที่สุดในการตอบคำถามว่า Cook ประสบความสำเร็จหรือไม่
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือสิ่งที่ Apple สร้างขึ้นระหว่างทาง
Apple Watch, AirPods และบริการ เปลี่ยน Apple ไปมากกว่าที่เห็น
หนึ่งในผลงานสำคัญของ Cook คือการขยาย Apple ออกไปจากการเป็นบริษัทที่พึ่งพา iPhone เป็นศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว
Apple Watch กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างหมวดหมู่ของตัวเอง ขณะที่ AirPods เปลี่ยนหูฟังไร้สายให้กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญของ Apple ส่วน Apple Vision Pro ก็เป็นความพยายามเปิดประตูไปสู่โลก Spatial Computing หรือการประมวลผลและการใช้งานคอมพิวเตอร์ในพื้นที่สามมิติ
อีกด้านที่อาจมีความสำคัญในระยะยาวยิ่งกว่าฮาร์ดแวร์คือ Services
ภายใต้ Cook ธุรกิจบริการของ Apple ซึ่งประกอบด้วย App Store, Apple Music, iCloud, Apple TV+, Apple Pay และบริการอื่น ๆ เติบโตจนมีขนาดเกิน 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี กลายเป็นเสาหลักสำคัญที่ช่วยให้ Apple มีรายได้จากผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขาย iPhone รุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน Apple ยังเดินหน้าออกแบบชิปของตัวเอง โดยเปลี่ยนผ่านจากชิป Intel ไปสู่ Apple Silicon ซึ่งช่วยให้บริษัทควบคุมเทคโนโลยีสำคัญของตัวเองได้มากขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาด้านประสิทธิภาพกับการประหยัดพลังงานในผลิตภัณฑ์หลายกลุ่ม
นี่อาจเป็นหนึ่งในมรดกที่สำคัญที่สุดของ Cook เพราะมันทำให้ Apple ไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยี แต่กลายเป็นบริษัทที่ควบคุมเทคโนโลยีแกนกลางของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น
แต่ยุค Cook ไม่ได้มีแต่ชัยชนะ
ถ้ามอง Cook ผ่านตัวเลขทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว เรื่องราวอาจดูเหมือนสมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริง 15 ปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยโจทย์ที่ Apple ยังไม่สามารถแก้ได้อย่างเด็ดขาด
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการพึ่งพาจีนในด้านการผลิตและซัพพลายเชน การสร้างระบบการผลิตขนาดมหึมาในจีนเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการขยาย Apple ไปทั่วโลก แต่เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนตึงเครียดขึ้น จุดแข็งดังกล่าวก็กลายเป็นความเสี่ยง Apple จึงต้องเร่งกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศอย่างอินเดียและเวียดนามมากขึ้น
อีกประเด็นคือแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่อง App Store ค่าธรรมเนียม และการแข่งขัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Apple ในยุค Cook มีขนาดใหญ่จนไม่สามารถดำเนินธุรกิจโดยไม่ถูกจับตามองจากรัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกได้อีกต่อไป
และยังมีเรื่อง AI ซึ่งอาจเป็นคำถามใหญ่ที่สุดที่ Cook ทิ้งไว้ให้ผู้สืบทอด
ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีรายอื่นเร่งลงทุนกับ Generative AI และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ Apple เดินเกมอย่างระมัดระวังกว่า การพัฒนาความสามารถใหม่ของ Siri ต้องเผชิญความล่าช้า และ Apple ยังเคยพิจารณาการใช้เทคโนโลยีจากบริษัทภายนอกอย่าง Anthropic หรือ OpenAI เพื่อช่วยขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่ ซึ่งสะท้อนว่า Apple ไม่ได้เป็นผู้นำ AI ในแบบเดียวกับที่เคยเป็นผู้นำด้านสมาร์ทโฟนหรือชิป
นี่จึงเป็นด้านย้อนแย้งของมรดก Cook
เขาสร้าง Apple ให้แข็งแกร่งกว่าที่เคย แต่บริษัทที่แข็งแกร่งและระมัดระวังมากขึ้นก็อาจเคลื่อนตัวช้ากว่าในบางช่วงเวลาที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แล้ว John Ternus คือใคร?
เมื่อมาถึงผู้ที่จะรับไม้ต่อ ชื่อของ John Ternus อาจไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างเหมือน Tim Cook แต่สำหรับคนที่ติดตามการพัฒนาฮาร์ดแวร์ของ Apple เขาเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของบริษัทมานานหลายปี
Ternus อายุประมาณ 50 ปีในปี 2026 เขาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกลจาก University of Pennsylvania ก่อนเริ่มต้นอาชีพในฐานะ Mechanical Engineer ที่ Virtual Research Systems บริษัทที่ทำงานด้านเทคโนโลยี Virtual Reality จากนั้นในปี 2001 เขาก็เข้าร่วม Apple และใช้เวลามากกว่า 25 ปีเติบโตอยู่ภายในบริษัทแห่งนี้
ในปี 2013 Ternus ขึ้นเป็น Vice President of Hardware Engineering และในปี 2021 ได้ก้าวขึ้นเป็น Senior Vice President of Hardware Engineering พร้อมเข้าสู่ทีมผู้บริหารระดับสูงของ Apple
เส้นทางของเขาจึงแตกต่างจาก Cook อย่างชัดเจน
Cook คือคนจากสาย Operations หรือการบริหารระบบหลังบ้าน ส่วน Ternus คือคนจากสายวิศวกรรมและผลิตภัณฑ์
และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ Apple เลือกเขาในเวลานี้
วิศวกรที่อยู่เบื้องหลัง iPhone, iPad, Mac และ AirPods
ตลอดเวลาที่อยู่กับ Apple Ternus ดูแลงานวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ในผลิตภัณฑ์แทบทุกหมวดของบริษัท ตั้งแต่ iPhone, iPad, Mac และ Apple Watch ไปจนถึง AirPods และ Apple Vision Pro
เขายังมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน Mac ไปสู่ Apple Silicon ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการด้านฮาร์ดแวร์ที่สำคัญที่สุดของ Apple ในยุคหลัง Steve Jobs
ในช่วงหลัง Ternus ยังรับผิดชอบงานที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ วัสดุ ความทนทาน ความสามารถในการซ่อมแซม และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม Apple ระบุว่าเขามีส่วนผลักดันการใช้วัสดุรีไซเคิล รวมถึงอะลูมิเนียมสูตรใหม่ การใช้ไทเทเนียมพิมพ์ 3D ใน Apple Watch Ultra 3 และแนวทางด้านการซ่อมแซมที่ช่วยยืดอายุผลิตภัณฑ์
สิ่งเหล่านี้ทำให้ Ternus ไม่ได้เป็นเพียง “หัวหน้าฝ่ายฮาร์ดแวร์” อีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าใจผลิตภัณฑ์ Apple ในระดับลึกที่สุด
คนที่เคยทำงานกับ Steve Jobs และเรียนรู้จาก Tim Cook
สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวของ Ternus น่าสนใจคือ เขาเป็นหนึ่งในผู้บริหาร Apple รุ่นที่ผ่านทั้งสองยุค
Ternus เข้าร่วม Apple ในปี 2001 ซึ่งเป็นช่วงที่ Steve Jobs กลับมาคุมบริษัทและกำลังสร้าง Apple ยุคใหม่ เขาจึงมีโอกาสทำงานภายใต้ Jobs และต่อมาได้ทำงานภายใต้ Tim Cook ซึ่งเจ้าตัวเคยกล่าวว่าเขาโชคดีที่ได้ทำงานกับ Jobs และมี Cook เป็นผู้ให้คำปรึกษา
นี่ทำให้ Ternus มีประสบการณ์ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเขาไม่ได้เพียงรับช่วงต่อจาก Cook แต่เป็นคนที่ได้เห็นวิธีคิดของทั้งสองยุคด้วยตัวเอง
จาก Jobs เขาได้เรียนรู้เรื่องผลิตภัณฑ์และมาตรฐานความสมบูรณ์แบบ
จาก Cook เขาได้เห็นการบริหารบริษัทระดับโลก
และตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนเป็นต้นไป เขาจะต้องนำทั้งสองสิ่งมารวมกันเป็นวิธีการบริหารของตัวเอง
Cook กับ Ternus จึงไม่ใช่การเปลี่ยนตัว CEO ธรรมดา
หากมองให้ลึกลงไป การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้น่าสนใจกว่าการเปลี่ยน CEO ทั่วไป เพราะ Apple ไม่ได้เลือกคนนอกเข้ามาพลิกบริษัท และไม่ได้เลือกผู้บริหารสายการเงินหรือการตลาดขึ้นมาคุมองค์กร แต่เลือกคนที่อยู่ในบริษัทมานานกว่า 25 ปีและเข้าใจผลิตภัณฑ์ของ Apple จากภายในอย่างลึกซึ้ง
Apple ประกาศการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2026 โดยระบุว่าการตัดสินใจผ่านความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการ และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวางแผนสืบทอดตำแหน่งในระยะยาว Cook จะยังทำหน้าที่ CEO จนถึงสิ้นฤดูร้อน ก่อนส่งต่ออย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายน
นั่นหมายความว่า วันสุดท้ายของ Cook ในฐานะ CEO ไม่ได้เป็นวันที่เขาเดินออกจาก Apple
ตรงกันข้าม เขายังอยู่ที่นั่น เพียงแต่เปลี่ยนจากคนที่ถือพวงมาลัยทุกวัน ไปเป็นคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่ง Executive Chairman และมองภาพของบริษัทจากอีกมุมหนึ่ง
วันสุดท้ายของ Tim Cook และคำถามของ Apple ยุคใหม่
ในวันที่ 1 กันยายน 2026 Apple จะไม่ได้สูญเสีย Tim Cook ไปทั้งหมด แต่จะสิ้นสุด “ยุค Tim Cook ในตำแหน่ง CEO” อย่างเป็นทางการ
ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา Cook พา Apple จากบริษัทที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 3.5 แสนล้านดอลลาร์ไปสู่บริษัทระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ รายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า ฐานอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ทะลุ 2.5 พันล้านเครื่อง และ Apple กลายเป็นบริษัทที่มีทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ บริการ ชิป และระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันแน่นหนาที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
แต่ในวันที่ Cook วางมือจากตำแหน่ง CEO โลกเทคโนโลยีก็ไม่ได้อยู่ในจุดเดียวกับวันที่เขารับตำแหน่งเมื่อ 15 ปีก่อน
ตอนนั้นคำถามคือ Apple จะอยู่รอดโดยไม่มี Steve Jobs ได้หรือไม่
วันนี้คำถามกลับกลายเป็นว่า Apple จะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ครั้งต่อไปได้หรือไม่ ในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนทั้งอุตสาหกรรม สมาร์ทโฟนกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ และการแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครขายอุปกรณ์ได้มากที่สุดอีกต่อไป
และตรงนี้เองที่ John Ternus ต้องเข้ามารับช่วงต่อ
เขาไม่ได้ถูกเลือกเพราะเป็น Tim Cook คนที่สอง แต่เพราะ Apple เชื่อว่าเขาอาจเป็นคนที่เหมาะกับ Apple ในบทต่อไป
จากคนจัดระบบ สู่คนสร้างผลิตภัณฑ์
Tim Cook ทิ้ง Apple ไว้ในฐานะบริษัทที่มีระบบแข็งแกร่ง มีเงินสดมหาศาล มีฐานผู้ใช้งานระดับหลายพันล้านอุปกรณ์ และมีธุรกิจบริการที่เติบโตจนกลายเป็นเสาหลักของบริษัท
John Ternus จึงไม่จำเป็นต้องเข้ามากอบกู้ Apple
สิ่งที่เขาต้องทำอาจยากกว่านั้น นั่นคือการทำให้ Apple ยังคงเป็นบริษัทที่คนทั่วโลก “อยากรู้ว่าจะสร้างอะไรต่อไป”
การที่ Apple กำหนดให้ Ternus รับตำแหน่ง CEO ในวันที่ 1 กันยายน และเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ในเดือนกันยายนภายใต้ผู้นำคนใหม่ ยิ่งทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้น่าจับตามอง เพราะเขาจะไม่ได้มีเวลาหลายปีในการปรับตัวก่อนที่ตลาดจะเริ่มตัดสินผลงาน
ท้ายที่สุดแล้ว มรดกของ Tim Cook อาจไม่ได้ถูกวัดจากว่าเขาเปิดตัว iPhone รุ่นไหนได้ดีที่สุด หรือผลิตภัณฑ์ใดกลายเป็นไอคอนแห่งยุค
แต่มันอาจถูกจดจำจากการที่เขารับ Apple ต่อจาก Steve Jobs ในช่วงเวลาที่ไม่มีใครรู้ว่าบริษัทจะเดินต่ออย่างไร และส่งมอบ Apple ให้กับคนรุ่นถัดไปในวันที่บริษัทมีขนาดใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า
วันที่ 1 กันยายนจึงไม่ใช่วันที่ Tim Cook ออกจาก Apple
แต่มันคือวันที่เขาเลื่อนเก้าอี้ออกจากตำแหน่ง CEO และเปิดพื้นที่ตรงนั้นให้ John Ternus เข้ามานั่ง
จากนี้ไป เราจะได้เห็นว่าเด็กหนุ่มจาก Alabama ผู้สร้าง Apple ด้วยระบบและการบริหาร จะถูกจดจำอย่างไรในประวัติศาสตร์ และวิศวกรที่ใช้เวลาครึ่งชีวิตอยู่ใน Apple จะสามารถพาบริษัทที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ไปได้ไกลแค่ไหน
เพราะหลังจากยุคของคนที่ทำให้ Apple “ใหญ่ที่สุด” สิ้นสุดลง คำถามสำคัญที่สุดกำลังเริ่มต้นขึ้นว่า John Ternus จะทำให้ Apple “แตกต่างอีกครั้ง” ได้หรือไม่















