Nothing Ear (3a) หูฟังดีไซน์เด่น พร้อมฟีเจอร์อัดเสียงได้สุดล้ำ
Nothing Ear (3a) เป็นหูฟังที่ขายความครบเครื่องมากกว่าการพยายามเป็นหูฟังที่เสียงดีที่สุดในตลาด จุดเด่นชัดเจนตั้งแต่ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ วัสดุที่ดูดี น้ำหนักเบา ใส่สบาย ไปจนถึงระบบควบคุมแบบก้านบีบที่ใช้งานง่าย
คุณภาพเสียงอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับราคา และยังเปิดโอกาสให้คนฟังสามารถปรับ EQ ได้ละเอียดขึ้น รวมถึงรองรับ LDAC, Hi-Res Audio และ ANC ทำให้เรื่องเสียงไม่ได้ถูกมองข้าม ขณะที่ Nothing X ก็เป็นแอปที่ช่วยให้การตั้งค่าต่าง ๆ ทำได้สะดวก
แต่สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้น่าสนใจจริง ๆ คือ Audio Snapshot และ Call Recording โดยเฉพาะความสามารถในการนำ AI มาช่วยถอดเสียง สรุปบทสนทนา และค้นหาข้อมูลย้อนหลัง เพราะทำให้หูฟังกลายเป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลและไอเดีย ไม่ใช่แค่เอาไว้ฟังเพลง
ด้วยราคา 3,999 บาท ถ้าใครกำลังมองหาหูฟัง True Wireless ที่ดีไซน์โดดเด่น ใส่สบาย เสียงดี ปรับแต่งได้เยอะ และมีฟีเจอร์อัจฉริยะที่แตกต่างจากหูฟังทั่วไป Nothing Ear (3a) ก็ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบสไตล์ของ Nothing และอยากได้หูฟังที่มีอะไรให้เล่นมากกว่าการฟังเพลงอย่างเดียว
The Good
- ดีไซน์สวยโดดเด่น มีเอกลักษณ์แบบ Nothing ชัดเจน
- ดูดีเกินราคา และตัวหูฟังมีน้ำหนักเบา ใส่สบาย
- เสียงคุณภาพดีสมราคา พร้อมไดรเวอร์ 12 มม.
- องรับ Hi-Res Audio และ LDAC
- รองรับ Wideband ANC ลดเสียงรบกวนได้สูงสุด 45dB
- รับแต่งเสียงด้วย EQ ได้ละเอียด พร้อมพรีเซ็ตระดับสูงจากผู้เชี่ยวชาญผ่านแอป Nothing X
- ฟีเจอร์บันทึกเสียง Audio Snapshot และ Call Recording ใช้งานได้จริงและแตกต่างจากคู่แข่ง
- มี AI ช่วยถอดเสียง สรุปบทสนทนาได้
- รองรับการเชื่อมต่อพร้อมกัน 2 อุปกรณ์
- Bluetooth 6.0 แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 10 ชั่วโมง และรวมเคสสูงสุด 42 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC
- มาตรฐาน IP54 เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
The Bad
- ANC ยังไม่ถึงระดับหูฟังเรือธง แต่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป
- ฟีเจอร์ AI และการถอดเสียงบางส่วนมีเงื่อนไขการใช้งานและโควตา
- ไม่มีระบบชาร์จไร้สาย
-
ประสิทธิภาพ
-
วัสดุและการประกอบ
-
ฟังก์ชั่นและประโยชน์ในการใช้งาน
-
ความคุ้มค่าต่อราคา
Nothing Ear (3a) เป็นหูฟัง True Wireless รุ่นใหม่จาก Nothing ที่พยายามทำให้หูฟังเป็นมากกว่าอุปกรณ์สำหรับฟังเพลง จุดที่สะดุดตาตั้งแต่แรกยังคงเป็นดีไซน์แบบทูโทนและความโปร่งใสอันเป็นเอกลักษณ์ของ Nothing โดยเครื่องที่ผมได้มาเป็นสีเหลือง ซึ่งมองแล้วมีความโดดเด่นและแตกต่างจากหูฟังทั่วไปพอสมควร
หลังจากลองใช้งานจริง สิ่งที่รู้สึกได้ชัดคือวัสดุพลาสติกทำออกมาได้ดูดี มีความรู้สึกพรีเมียมเกินกว่าราคาที่ตั้งไว้ ตัวหูฟังแต่ละข้างมีขนาด 31.2 x 21.7 x 24 มม. และน้ำหนักเพียง 4.53 กรัม ทำให้ใส่หูได้นานโดยไม่รู้สึกหนักหรือเกะกะ ส่วนเคสชาร์จมีขนาด 64.8 x 48.95 x 22.8 มม. น้ำหนัก 40.92 กรัม ถือว่าไม่ได้ใหญ่จนพกยาก
อีกจุดที่ผมชอบคือการควบคุมแบบก้านบีบ ซึ่งใช้งานไม่ยากและให้ความรู้สึกแม่นกว่าการแตะบนตัวหูฟัง เพราะเป็นการบีบที่ก้านเพื่อสั่งงาน สามารถใช้ควบคุมเพลง รับสาย วางสาย เปลี่ยนเพลง รวมถึงเรียกใช้คำสั่งเกี่ยวกับเสียงและการบันทึกได้ โดยรายละเอียดคำสั่งสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมผ่านแอปได้
ในบทความนี้
เสียง 12 มม. พร้อมปรับ EQ ได้เยอะ
ด้านเสียง Ear (3a) ใช้ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 12 มม. รองรับช่วงความถี่ 20Hz-40,000Hz และรองรับ Hi-Res Wireless Audio พร้อม LDAC ซึ่งเป็นมาตรฐานการส่งสัญญาณเสียงผ่าน Bluetooth ที่สามารถส่งข้อมูลเสียงได้ละเอียดกว่าโคเดกทั่วไป
สำหรับการโทร Ear (3a) ใช้ไมโครโฟนทั้งหมด 6 ตัว หรือข้างละ 3 ตัว พร้อมระบบ Clear ENC ซึ่งช่วยลดเสียงรบกวนรอบข้างระหว่างสนทนา ทำให้เหมาะทั้งการประชุมออนไลน์และการรับสายระหว่างเดินทาง
จากการใช้งานจริง ผมมองว่าคุณภาพเสียงอยู่ในระดับสมราคา จุดเด่นคือสามารถนำไปปรับแต่งเพิ่มเติมได้ค่อนข้างเยอะผ่านแอป Nothing X (รองรับทั้ง Android และ iOS) ด้านการเชื่อมต่อใช้ Bluetooth 6.0 รองรับ Android 8.0 ขึ้นไป และ iOS 13 ขึ้นไป ระยะการเชื่อมต่อระบุไว้สูงสุด 15 เมตร และรองรับ Bluetooth Codec อย่าง SBC, AAC และ LDAC รวมถึงเกมโหมดหรือโหมดลดความหน่วงของเสียงลงได้ (แต่เปลืองพลังงานมากขึ้น)
รองรับ Wideband ANC สำหรับตัดเสียงรบกวนในช่วงความถี่ที่กว้างขึ้น โดยระบบ ANC สามารถปรับได้ 3 ระดับและแบบ Adpative ที่ะลดเสียงรบกวนได้สูงสุด 45 เดซิเบล ทำงานในช่วงความถี่ 40-5,000Hz ถือว่าค่อนข้างกว้างมากทีเดียว และสามารถสลับไปใช้โหมดการรับเสียงรอบข้างได้โดยไม่ต้องถอดหูฟัง
ตัวแอป Nothing X ถือเป็นอีกส่วนที่ทำให้ประสบการณ์ใช้งานของ Ear (3a) ดีขึ้น เพราะหน้าตาแอปค่อนข้างเข้าใจง่าย มีทั้ง EQ แบบปรับเองขั้นสูง และแบบพรีเซ็ตที่ให้เสียงมาแบบตายตัวไม่ต้องใช้เวลาศึกษานาน รวมถึงพรีเซ็ตที่ถูกปรับแต่งมาโดยผู้เชี่ยวชาญที่ Nothing คัดมาเป็นพิเศษ ทำให้คนที่ชอบปรับเสียงตามแนวของตัวเองน่าจะสนุกกับรุ่นนี้มากกว่าใช้หูฟังอื่นๆ
ตัวหูฟังยังรองรับ Static Spatial Audio หรือระบบจำลองเสียงรอบตัวให้คงที่และมีมิติมากขึ้น และรวมถึงรองรับการเชื่อมต่อพร้อมกัน 2 อุปกรณ์ ทำให้สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์หลายเครื่องได้สะดวกขึ้น พร้อมรองรับ Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair สำหรับการจับคู่กับอุปกรณ์ที่รองรับ
จุดขายจริง ๆ คืออัดเสียงได้
สิ่งที่ทำให้ Ear (3a) แตกต่างจากหูฟังทั่วไปคือฟีเจอร์ด้านการบันทึกเสียง โดยมีทั้ง Audio Snapshot และ Call Recording
Audio Snapshot สามารถใช้ตัวหูฟังบันทึกเสียงสือที่กำลังใช้งานได้ทันที สามารถบันทึกได้นานสูงสุด 60 วินาที หรือจะกดสิ้นสุดการบันทึกก็เพียงกดสั่งงานจากตัวหูฟัง
หรือจะให้ย้อนกลับไปและบันทึกช่วง 30 วินาทีก่อนที่คุณจะเริ่มกดบันทึกก็ได้เช่นกันนะครับ แต่ต้องเข้าไปตั้งค่าไว้ในแอปพลิเคชั่น Nothing X ซะก่อน และฟีเจอร์การบันทึกเสียงสื่อแบบย้อนหลังจะทำให้หูฟังใช้พลังงานแบตเตอรี่มากขึ้น เพราะต้องคอยปัฟเฟอร์เสียงที่ส่งผ่านตัวเองเอาไว้ตลอดเวลานั้นเอง
ตัวไฟล์เสียงจะถูกโอนไปเก็บไว้ที่ตัวสมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่อ สามารถกดเปิดฟังในภายหลังได้ภายในแอปพลิเคชั่น
ส่วนฟีเจอร์ Call Recording เป็นอีกฟีเจอร์ที่ผมมองว่าน่าสนใจมาก เพราะสามารถบันทึกเสียงสนทนาที่คุยผ่านหูฟังได้กับแอปที่รองรับการเชื่อมต่อและสนทนาผ่านหูฟัง ในระยะเวลาไม่จำกัดจนเต็มความจุของหูฟังประมาณ 2 ชั่วโมง
พอเรากดเริ่มบันทึกเสียง ตัวหูฟังจะทำการแจ้งเตือนขึ้นมาให้ทั้งสองฝ่ายได้ยินก่อนว่า “กำลังจะบันทึกเสียงต่อจากนี้” ซึ่งเราสามารถสลับภาษาการแจ้งเตือนเป็นภาษาไทยได้ด้วยนะครับในแอป Nothing X
จุดนี้ทำให้ Ear (3a) ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นอุปกรณ์รับเสียง แต่กลายเป็นเครื่องมือช่วยเก็บข้อมูลจากการพูดคุยในชีวิตประจำวันได้ด้วย
ไฟล์เสียงที่บันทึกไว้จะจัดการผ่าน Nothing X และยังมี AI เข้ามาช่วยถอดเสียง เปลี่ยนบทสนทนาให้เป็นข้อความ รวมถึงช่วยสรุปใจความสำคัญและค้นหาข้อมูลย้อนหลังได้ ถือเป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากกว่าการอัดเสียงไว้เฉย ๆ โดยเฉพาะคนที่คุยงาน หรือประชุมไอเดียระหว่างวันบ่อย ๆ ตัวระบบการบันทึกเสียงและถอดความ พร้อมสรุปให้ด้วย AI จะช่วยได้มาก
โดยทาง Nothing ได้แถมความสามารถการถอดความด้วย AI ระดับ Pro ไว้ให้ใช้งานกันได้ฟรี 3 เดือนด้วยนะครับ เดือนละ 120 นาที แต่ยังไม่มีข่้อมูลว่าเมื่อหมดเวลา 3 เดือนไปแล้วถ้าจะใช้ความสามารถแบบ Pro ต่อไป จะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้ความสามารถของ AI ตัวมาตรฐานที่ทำงานได้ไม่จำกัดได้เช่นกันนะครับ แตกต่างที่ความเร็วและความแม่นยำของการระบุผู้พูดอาจจะทำไม่ได้เท่ากับตัว Pro
แบตเตอรี่ใช้ได้ยาว ชาร์จไม่นาน
Ear (3a) ให้แบตเตอรี่ในตัวหูฟังข้างละ 55mAh ส่วนเคสชาร์จมีความจุ 500mAh การชาร์จใช้พอร์ต USB-C และใช้เวลาชาร์จเต็มประมาณ 70 นาที
ถ้าใช้ AAC และปิด ANC ตัวหูฟังสามารถเล่นเพลงต่อเนื่องได้สูงสุด 10 ชั่วโมง และเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จอยู่ที่สูงสุด 42 ชั่วโมง หากเปิด ANC ระยะเวลาจะลดลงเหลือประมาณ 6 ชั่วโมงสำหรับตัวหูฟัง และ 25 ชั่วโมงเมื่อรวมเคส
หากใช้ LDAC ตัวเลขจะลดลงตามการใช้พลังงานที่สูงขึ้น โดยเมื่อปิด ANC ตัวหูฟังใช้งานได้สูงสุดประมาณ 6 ชั่วโมง และรวมเคสได้สูงสุด 28 ชั่วโมง ส่วนเมื่อเปิด ANC จะอยู่ที่ประมาณ 4.5 ชั่วโมงสำหรับตัวหูฟัง และ 20 ชั่วโมงเมื่อรวมเคส
ส่วน Fast Charge ก็ถือว่าใช้งานได้สะดวก ชาร์จเพียง 5 นาที สามารถใช้งานต่อได้สูงสุดประมาณ 1 ชั่วโมงสำหรับตัวหูฟัง และถ้าชาร์จ 10 นาที เมื่อรวมการจ่ายไฟจากเคส สามารถใช้งานได้สูงสุด 10 ชั่วโมงตามข้อมูลของผู้ผลิต
เคสมีไฟ LED บอกสถานะ
Nothing ยังใส่รายละเอียดเล็ก ๆ เข้ามาในเคสชาร์จด้วยไฟ LED ซึ่งไม่ได้มีไว้แค่ความสวยงาม แต่ใช้แสดงสถานะต่าง ๆ เช่น ระดับแบตเตอรี่ การจับคู่ การเชื่อมต่อ และสถานะระหว่างการอัปเดตเฟิร์มแวร์หรือรีเซ็ตเครื่อง
ไฟ LED จะเปลี่ยนรูปแบบตามสถานะของตัวเครื่องและเคส ทำให้ผู้ใช้สามารถสังเกตสถานะได้โดยไม่ต้องเปิดแอปขึ้นมาตรวจสอบทุกครั้ง ถือเป็นรายละเอียดที่เข้ากับแนวคิดการออกแบบของ Nothing ได้ดี
ตัวหูฟังยังมีมาตรฐาน IP54 ช่วยป้องกันฝุ่นและละอองน้ำ จึงเหมาะกับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทั้งเดินทาง ทำงาน หรือออกไปข้างนอก แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำไปแช่น้ำหรือใช้งานในสภาพเปียกหนักได้
สรุป Nothing Ear (3a) เหมาะกับใคร
หลังจากลองใช้งานจริง ผมมองว่า Nothing Ear (3a) เป็นหูฟังที่ขายความครบเครื่องมากกว่าการพยายามเป็นหูฟังที่เสียงดีที่สุดในตลาด จุดเด่นชัดเจนตั้งแต่ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ วัสดุที่ดูดี น้ำหนักเบา ใส่สบาย ไปจนถึงระบบควบคุมแบบก้านบีบที่ใช้งานง่าย
คุณภาพเสียงอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับราคา และยังเปิดโอกาสให้คนฟังสามารถปรับ EQ ได้ละเอียดขึ้น รวมถึงรองรับ LDAC, Hi-Res Audio และ ANC ทำให้เรื่องเสียงไม่ได้ถูกมองข้าม ขณะที่ Nothing X ก็เป็นแอปที่ช่วยให้การตั้งค่าต่าง ๆ ทำได้สะดวก
แต่สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้น่าสนใจจริง ๆ คือ Audio Snapshot และ Call Recording โดยเฉพาะความสามารถในการนำ AI มาช่วยถอดเสียง สรุปบทสนทนา และค้นหาข้อมูลย้อนหลัง เพราะทำให้หูฟังกลายเป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลและไอเดีย ไม่ใช่แค่เอาไว้ฟังเพลง
ด้วยราคา 3,999 บาท ถ้าใครกำลังมองหาหูฟัง True Wireless ที่ดีไซน์โดดเด่น ใส่สบาย เสียงดี ปรับแต่งได้เยอะ และมีฟีเจอร์อัจฉริยะที่แตกต่างจากหูฟังทั่วไป Nothing Ear (3a) ก็ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบสไตล์ของ Nothing และอยากได้หูฟังที่มีอะไรให้เล่นมากกว่าการฟังเพลงอย่างเดียว
ราคาและการวางจำหน่าย
Nothing Ear (3a) มีตัวเลือกสี Pink, Black, White และ Yellow (ภายในกล่องมี Ear tips สีเดียวกันแถมมาให้อีก 3 ขนาด) วางจำหน่ายในราคา 3,999 บาท










































