รายงานวิเคราะห์เชิงลึก จาก 9to5Google เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2026 ได้เปิดเผยสัญญาณเตือนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนระดับโลก โดยระบุว่า วิกฤตราคาชิปหน่วยความจำ (RAM) และสตอเรจแฟลชที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังบีบให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนระบบ Android ต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในปี 2027 โดยอาจจำเป็นต้อง ลดสเปกฮาร์ดแวร์ลง ด้วยการหั่นความจุแรมในกลุ่มระดับกลางลงเหลือเพียง 4GB ถึง 8GB และอาจนำความจุเริ่มต้นขนาด 64GB ถึง 128GB กลับมาวางจำหน่ายอีกครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาเครื่องจนผู้บริโภคเอื้อมไม่ถึง
ยุคทองของมือถือสเปกคุ้มค่ากำลังจะสิ้นสุดลง
ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดสมาร์ตโฟนระดับกลางและรุ่นประหยัด (เช่น ตระกูล Samsung Galaxy A Series และ Google Pixel A Series) เคยได้รับอานิสงส์จากชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ราคาถูก ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อมือถือราคาไม่ถึงหมื่นที่ได้แรม 8GB ถึง 12GB และความจุ 256GB ทว่าในปัจจุบัน ศูนย์ข้อมูล AI ทั่วโลกกำลังกว้านซื้อชิป DRAM และแฟลชเมมโมรีไปจนหมด ทำให้ราคาต้นทุนต่อหน่วยพุ่งสูงขึ้น จนผู้ผลิตไม่สามารถทำราคาจำหน่ายในระดับเดิมได้อีกต่อไป
ยอมลดแรมและสตอเรจ เพื่อแลกกับการรักษาหน้าจอ OLED 120Hz
เพื่อไม่ให้ราคาสมาร์ตโฟนขยับขึ้นไปแตะระดับเรือธง ผู้ผลิตจำเป็นต้องเลือกระหว่างการขึ้นราคา หรือการตัดทอนสเปกบางส่วน โดยมีข้อมูลว่าสมาร์ตโฟนราคาต่ำกว่า 600 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 20,700 บาท) ในปีหน้า อาจถูกปรับลดแรมลงเหลือ 6GB หรือ 4GB ในบางตลาด และลดสตอเรจเริ่มต้นลงมาอยู่ที่ 64GB หรือ 128GB เพื่อแลกกับการรักษาฟีเจอร์สำคัญที่ผู้บริโภคต้องการอย่างหน้าจอ OLED อัตรารีเฟรชเรต 120Hz และชิปประมวลผลที่รองรับ 5G เอาไว้
ผลกระทบและสิ่งที่ต้องติดตาม
การปรับลดสเปกแรมจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการเปิดแอปพลิเคชันค้างไว้หลายตัว (Multitasking) และการรันฟีเจอร์ AI ในตัวเครื่อง สิ่งที่ต้องติดตามคือการเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นประหยัดระลอกแรกของปี 2027 ว่าแบรนด์ต่างๆ จะสามารถปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้ทำงานบนแรมขนาดเล็กลงได้อย่างลื่นไหลเพียงใด อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มได้จาก 9to5Google








