Nvidia ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปประมวลผลกราฟิก สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในตลาดฮาร์ดแวร์ หลังประกาศเปิดตัวการ์ดจอสายทำงานเวิร์กสเตชันรุ่นใหม่ “RTX Pro 5500 Blackwell Workstation Edition” อย่างเป็นทางการ โดยเป็นการนำชิปประมวลผลกราฟิกรหัสท็อป GB202 ตัวเดียวกับที่ใช้ในการ์ดจอเกมมิ่งรุ่นท็อปอย่าง GeForce RTX 5090 มาปรับแต่งใหม่ พร้อมอัดแน่นหน่วยความจำแรม VRAM สูงขึ้นถึง 2.6 เท่า (สูงสุด 80GB GDDR7) เพื่อเน้นการทำกำไรสูงสุดในตลาดเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชันปัญญาประดิษฐ์ (AI)
การเบนเข็มสายการผลิตชิปเกรดพรีเมียมไปสู่ตลาดองค์กร ส่งผลให้การ์ดจอสำหรับคอเกมอย่าง GeForce RTX 5090 ขาดตลาดอย่างรุนแรงบนร้านค้าออนไลน์ในสหรัฐฯ จนเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนและผลักดันให้ราคาจำหน่ายจากพ่อค้าคนกลางพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 9,500 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 330,000 บาท) ไปเป็นที่เรียบร้อย
รายงานระบุว่า Nvidia กำลังเผชิญกับข้อจำกัดของกำลังการผลิตแผ่นเวเฟอร์ขั้นสูงและชิปหน่วยความจำ GDDR7 ที่ตึงตัวอย่างหนัก บริษัทจึงเลือกที่จะจัดสรรชิปสถาปัตยกรรม Blackwell เกรดที่ดีที่สุดไปผลิตเป็น RTX Pro 5500 ซึ่งสามารถตั้งราคาขายได้สูงกว่าการ์ดจอสำหรับเล่นเกมหลายเท่าตัว เรียกได้ว่าโยกชิปเกมมิ่งไปขายองค์กรเพื่อผลกำไรสูงสุด
การ์ดรุ่นใหม่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักวิจัย AI ที่ต้องการรันและปรับแต่งโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) แบบออฟไลน์ โดยไม่ต้องเช่าคลัสเตอร์คลาวด์ขนาดใหญ่ ทำให้ความต้องการในฝั่งสตาร์ตอัปและห้องแล็บทะลักเข้ามาอย่างมหาศาล
ตลาดเกมมิ่งสะเทือน ราคาพุ่งทะลุ 3 แสนบาท
ผลพวงจากการลดโควตาการส่งมอบการ์ดจอเกมมิ่ง ทำให้ร้านค้าปลีกไอทีในสหรัฐฯ ไม่มีสต็อกสินค้า RTX 5090 วางจำหน่าย ขณะที่หน้าร้านบุคคลที่สามบนแพลตฟอร์มอย่าง eBay ได้ตั้งราคาพรีออเดอร์สูงขึ้นกว่าราคาเปิดตัวทางการหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่ชุมชนนักเล่นเกมพีซี
วิกฤตการ์ดจอขาดตลาดอาจยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี 2026 ตราบใดที่กระแสการทุ่มงบประมาณด้าน AI ของภาคธุรกิจยังไม่ชะลอตัว ผู้เล่นเกมที่ต้องการประกอบคอมพิวเตอร์ระดับไฮเอนด์อาจต้องหันไปมองรุ่นรองอย่าง RTX 5080 หรือค่ายคู่แข่งอย่าง AMD Radeon แทน
อ้างอิงข้อมูล: Tom’s Hardware








