Microsoft ประกาศเตรียมขยายการเปิดใช้งานฟังก์ชันความปลอดภัยขั้นสูง “Memory Integrity” (หรือ Hypervisor-Protected Code Integrity: HVCI) เป็นค่าเริ่มต้น (Enabled by Default) ให้ครอบคลุมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 11 จำนวนมากขึ้น เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2026 นี้เป็นต้นไป
การตัดสินใจยกระดับความปลอดภัยครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันคอมพิวเตอร์จากการถูกโจมตีด้วยมัลแวร์ระดับเคอร์เนลและการดัดแปลงไดรเวอร์ระบบ ทว่ากลับสร้างความกังวลในหมู่เกมเมอร์และผู้ใช้คอมพิวเตอร์สายประกอบ (DIY PC) เนื่องจากผลการทดสอบชี้ชัดว่า ฟังก์ชันความปลอดภัยนี้อาจ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเล่นเกมและเฟรมเรต (FPS) ลดลงเฉลี่ย 5% ถึง 15% ในบางสเปกฮาร์ดแวร์
ฟังก์ชันความปลอดภัยระดับเวอร์ชวลไลเซชัน
Memory Integrity เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้เทคโนโลยี Virtualization-based Security (VBS) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่แยกขาดออกจากเคอร์เนลของ Windows โดยมีหน้าที่ตรวจสอบโค้ดและไดรเวอร์ทั้งหมดก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้รัน เพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์แอบฝังมัลแวร์เข้าไปในหน่วยความจำของระบบ
อย่างไรก็ตาม กระบวนการจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงนี้ จำเป็นต้องดึงพลังการประมวลผลของ CPU และระบบจัดการแรมไปใช้งานบางส่วน ซึ่งทำให้การส่งผ่านคำสั่งกราฟิกของการ์ดจอและการประมวลผลฟิสิกส์ในเกมมีความหน่วงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
คำแนะนำสำหรับคอเกมที่ต้องการความแรงสูงสุด
Microsoft ชี้แจงว่า สำหรับผู้ใช้งานที่ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ ฟีเจอร์นี้ได้ถูกเปิดใช้งานมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่การอัปเดตในเดือนตุลาคมจะเริ่มขยายไปบังคับเปิดบนเครื่องรุ่นเก่าที่เคยปิดฟังก์ชันนี้ไว้
สำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการประสิทธิภาพเฟรมเรตสูงสุดในการเล่นเกมแบบแข่งขัน (Competitive Gaming) ยังคงสามารถเข้าไปปิดการทำงานของฟังก์ชันนี้ได้ด้วยตนเองผ่านเมนู Windows Security > Core Isolation > Memory Integrity
การอัปเดตระบบในเดือนตุลาคมจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยโดยรวมของเครื่องพีซี แต่อาจทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องอาการเกมกระตุกในกลุ่มผู้เล่นทั่วไป เกมเมอร์ควรตรวจสอบการตั้งค่าหลังการอัปเดตเพื่อปรับแต่งความสมดุลระหว่างความปลอดภัยและประสิทธิภาพ
อ้างอิงข้อมูล: Tom’s Hardware








