AIS จับมือบางกอกแลนด์ เข้าปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลทั่วเมืองทองธานี ให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบของไทย นี่คืออีกหนึ่งโปรเจกต์ที่ทำให้เราเห็นภาพของ AIS ชัดเจนขึ้นว่า วันนี้บริษัทไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถืออีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่บทบาทของผู้สร้าง National Intelligent Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะให้กับ “ทั้งเมือง”
และเมืองแรกที่เราได้เห็นภาพนี้อย่างเป็นรูปธรรม ก็คือ เมืองทองธานี
หลายคนอาจรู้จักเมืองทองธานีในฐานะสถานที่จัดคอนเสิร์ตหรืออีเวนต์ขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริง เมืองแห่งนี้คือศูนย์รวมของระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่มีทั้งพื้นที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน มหาวิทยาลัย ศูนย์ประชุม ศูนย์แสดงสินค้า ภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงหน่วยงานสำคัญอย่าง Police Cyber Taskforce ที่กำลังจะจัดตั้งในเมืองทองธาณี และต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ ซึ่งทำให้เมืองทองธานีเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อน และมีความต้องการด้านการเชื่อมต่อสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
สิ่งที่ AIS และ บางกอกแลนด์ กำลังร่วมกันทำ จึงไม่ใช่การเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่ให้แน่นทั้งระบบ ตั้งแต่เครือข่าย การเชื่อมต่อ แพลตฟอร์ม ข้อมูล ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีทึ่ล้ำสมัยที่สุด ไม่ใช่แค่ล้ำสำหรับคนไทย แต่เป็นมาตรฐานเทคโนโลยีที่สามารถโชว์ได้แม้กระทั่งระดับโลก
ในบทความนี้
ไม่ใช่แค่เร็วขึ้น แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอนาคต และทั้งหมดนี่คือความหมายของ Hub Connectivity City ในยุคสมัยใหม่ที่แท้จริง
สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดของการยกระดับเครือข่ายมือถือทั่วเมืองทองธานี โดย AIS ได้ปูพรมเครือข่าย 5G ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด พร้อมยกระดับสู่ 5G-Advanced หรือที่เราเรียกันได้ว่าเป็นยุค 5G+ ด้วยการรวมคลื่นความถี่หลายย่านเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความเร็ว ลดความหน่วง และเพิ่มความสามารถในการรองรับผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลพร้อมกัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ประเทศไทยได้เปิดการใช้งานจริงเป๋็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนเครือข่ายของ AIS
พร้อมทั้ง AIS ยังมีบริการต่อยอดอย่าง 5G VIP Ultra ที่ทำงานเหมือนเป็น Boost Mode บนเครือข่าย 5G SA ซึ่งนับเป็นสัญญาณ 5G ในระดับเกรดเรือธง เสถียรกว่า คุณภาพสูงกว่า แม้ในช่วงที่มีผู้ใช้หนาแน่น
จึงเรียกได้ว่าเป็นค่ายที่อาวุธครบ เทคโนโลยีแน่น ไม่เช่นนั้นไม่สามารถลงมาสร้างความแตกต่างให้เห็นได้ในการลงสนามจริง
เรื่องนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิดครับ โดยเฉพาะเมืองทองธานีเป็นพื้นที่ที่มีการจัดงานระดับประเทศและระดับโลกอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ต นิทรรศการ งานแสดงสินค้า หรือการแข่งขันต่าง ๆ ซึ่งในหนึ่งวันอาจมีผู้ใช้งานพร้อมกันหลายหมื่นคน
เมื่อทุกคนต้องการการไลฟ์สด ต้องการอัปโหลดวิดีโอ โทรผ่านเครือข่าย หรือใช้งานแอปพลิเคชันพร้อมๆ กัน เครือข่ายทั่วไปอาจเกิดความหนาแน่น แต่โครงสร้างพื้นฐานใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานลักษณะนี้พร้อมกันในปริมาณมหาศาลได้โดยเฉพาะ
ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีอนาคตใหม่ๆ อย่าง Extended Reality (XR), Immersive Experience, หรืองาน Hologram รวมถึงงานที่มีการถ่ายทอดสดด้วยภาพและเสียงคุณภาพสูงแบบเรียลไทม์ ทั้งหมดต้องอาศัยเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ มีความหน่วงต่ำและมีเสถียรภาพสูง
ซึ่งตอนนี้เรามีสถานที่ที่่มีสิ่งเหล่านี้ไว้รองรับ ฉะนั้นจึงไม่ใช่แค่ผู้ใช้งานเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่นี้เป็นการสร้างโอกาสและความได้เปรียบในเรื่องความพร้อมด้านสถานที่สำหรับจัดอีเวนท์ใหญ่ระดับโลก ให้กับประเทศไทยอย่างมากด้วยครับ
บ้านทั้งเมืองกำลังถูกยกระดับ
ไม่ใช่เฉพาะเครือข่ายมือถือเท่านั้น
AIS ยังนำ AIS 3BB Fibre3 พร้อมเทคโนโลยี WiFi 7 เข้ามายกระดับการเชื่อมต่อภายในบ้าน คอนโดมิเนียม และชุมชนทั่วเมืองทองธานี
ผลลัพธ์คือการรองรับการใช้ชีวิตแบบยุคใหม่ให้สำหรับผู้คนกว่าสองล้านในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น Smart Home การทำงานจากที่บ้าน การเรียนออนไลน์ การประชุมทางไกลบนความละเอียดสูง ไปจนถึงบริการด้านความปลอดภัยและสุขภาพอย่าง Telemedicine
นี่คือการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่ยอดเยี่ยมเอาไว้ ทำให้ได้ประโยชน์จากการใช้ชีวิตแบบยุคดิจิทัลในปัจจุบัน และรวมถึงในอนาคต ถ้าจะมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามา พื้นที่นี่ก็พร้อมจะรองรับและปรับตัวไปกับมันได้ไม่ยากเลยครับ
ภาคธุรกิจก็ได้รับประโยชน์เต็มรูปแบบ
เมืองทองธานีไม่ได้มีเพียงพื้นที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงานและผู้ประกอบการจำนวนมาก
และอย่าลืมว่า AIS ยังเป็นผู้ให้บริการที่มีบทบาทด้านสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอีกด้วยเช่นกัน จึงมีโซลูชันสำหรับองค์กรเข้ามาเสริมด้วยทั้ง Hyper Connectivity, Sovereign Cloud, Data Center, AI Solutions และบริการ Managed Service เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถทำ Digital Transformation ได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเพิ่งเปิดตัว AI Ready for SMEs ไปก่อนหน้านี้ ทำให้ AIS เป็นบริษัทที่มีความพร้อมมากในหลายๆ มิติ
ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมต่อกับ Cloud ระดับโลก วิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI และบริหารระบบไอทีผ่านทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานที่เตรียมไว้ให้พร้อมไม่ใช่แค่คุณภาพสัญญาณ นี้จึงเป็นโครงสร้างที่เรียกว่ารองรับการเติบโตในระยะยาวได้แบบเต็มระบบจริงๆ
เมืองแห่งอีเวนต์ระดับโลก ต้องมีเครือข่ายระดับโลก
อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญคือ IMPACT เมืองทองธานี
ที่นี่คือหนึ่งในศูนย์ประชุมและศูนย์จัดแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีทั้งคอนเสิร์ตระดับโลก งานแสดงสินค้า และนิทรรศการระดับนานาชาติหมุนเวียนเข้ามาตลอดทั้งปี
AIS จึงยกระดับทั้งระบบ WiFi และเครือข่ายสำหรับพื้นที่จัดงาน เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมงานจำนวนมหาศาล ให้ทุกการสื่อสาร การชำระเงิน การลงทะเบียน การสแกนบัตร การใช้งานแอปพลิเคชัน และกิจกรรม Digital Engagement รวมถึงอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพสูง เตรียมไว้ให้สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมภายในประเทศหรือกิจกรรมจากต่างประเทศ
การดึงข้อมูลจากเซิฟเวอร์ต่างประเทศ การใช้งานคลาวด์ หรือ AI ทุกอย่างเป็นสิ่งที่อีเวนต์ระดับโลกต้องการ และที่นี่พร้อมแล้วที่จะรองรับงานระดับโลก ในคุณภาพระดับโลก บนเครือข่ายการใช้งานของ AIS
ทั้งหมดคือภาพของ Smart & Connected City ที่จับต้องได้
เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าสิ่งที่ AIS และบางกอกแลนด์กำลังทำ ไม่ได้เป็นการลงทุนเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นการเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบของเมืองเข้าหากัน ตั้งแต่การอยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา ธุรกิจ ความบันเทิง การจัดงาน การเดินทาง ไปจนถึงความปลอดภัย เพราะในโลกยุคสมัยใหม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นแกนกลาง
และเมื่อนำทุกอย่างมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ถูกใช้งานจริง บนพื้นที่จริง เมืองจริง มันก็คือแนวคิดของ Smart & Connected City ที่เทคโนโลยีไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อโชว์นวัตกรรม แต่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนจริง ๆ
จุดเริ่มต้นของเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย
สำหรับผม สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การทำให้เมืองทองธานีกลายเป็นเมืองอัจฉริยะ แต่คือการสร้าง “ต้นแบบ” ที่สามารถขยายผลไปยังเมืองอื่นของประเทศไทยได้ในอนาคต
เมื่อประเทศไทยมีพื้นที่ที่พร้อมทั้งเครือข่าย การเชื่อมต่อ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ AI และระบบดิจิทัลที่ครบวงจร เราก็มีศักยภาพมากขึ้นในการรองรับคอนเสิร์ตระดับโลก งานแสดงสินค้านานาชาติ การลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของภูมิภาค
สุดท้ายแล้ว ผู้ที่ได้รับประโยชน์ไม่ใช่เพียงคนที่อาศัยอยู่ในเมืองทองธานี หรือรายได้ของจังหวัดนนทบุรีเท่านั้น แต่คือทั้งประเทศ เพราะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแรง คือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่
และนี่คือเหตุผลที่ทำให้การจับมือระหว่าง AIS กับ บางกอกแลนด์ มีความหมายมากกว่าการขยายสัญญาณมือถือ แต่มันคือการแสดงให้เห็นว่า National Intelligent Infrastructure สามารถเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย พร้อมสร้างต้นแบบของ Smart & Connected City ที่ผู้คนสามารถสัมผัสประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองอัจฉริยะอีกหลายแห่งในอนาคต.



















