AIS Business ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้ างพื้นฐานและบริการดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนการพั ฒนาอาคารสำนักงานทุกรูปแบบ Smart Building ผ่านโซลูชันครบวงจรที่ครอบคลุ มตั้งแต่ Digital Backbone ระบบบริหารจัดการ ไปจนถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนิ นงาน ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ อาคาร ดึงดูดผู้เช่าคุณภาพ และสร้างมูลค่าให้อสังหาริมทรั พย์ในระยะยาว พร้อมสนับสนุนการพัฒนาไปสู่ มาตรฐานตึกอัจฉริยะและอาคารสี เขียว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเสริ มขีดความสามารถของภาคธุรกิ จและเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้ าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เมื่อเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้ วยเทคโนโลยีมากขึ้น ความพร้อมของโครงสร้างพื้ นฐานได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจั ยสำคัญที่กำหนดขี ดความสามารถในการแข่งขั นของประเทศ เห็นได้จากการคาดการณ์ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิ จและสังคมว่า เศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2569 จะมีมูลค่าราว 5.6 ล้านล้านบาท สะท้อนว่า Cloud, Data, AI, IoT และระบบอัตโนมัติกำลังเข้าไปเป็ นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิ จในทุกอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ในฐานะผู้พัฒนาโครงสร้างพื้ นฐานและบริการดิจิทัลให้กั บภาคธุรกิจ AIS Business จึงเตรียมความพร้อมด้วยโซลูชั นที่ช่วยให้องค์ กรสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่ างเต็มศักยภาพ โดยอาคารสำนักงานถือเป็นหนึ่ งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ที่คน ระบบ ข้อมูล และเทคโนโลยีทำงานร่วมกันทุกวัน หากอาคารมีความพร้อม ธุรกิจก็จะสามารถดำเนินงานได้ อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และรองรับการเติบโตในอนาคต”
“นอกเหนือจากการเตรียมอาคารใหม่ ให้มีความพร้อมตั้งแต่ต้นแล้ว เรายังมองเห็นโอกาสสำคั ญในการยกระดับอาคารเดิมให้ ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ จากข้อมูลของ JLL ที่ระบุว่า พื้นที่สำนักงานราว 60% ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีอายุมากกว่า 20 ปี สะท้อนว่ายังมีอาคารอี กจำนวนมากที่สามารถปรับปรุ งโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริ หารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่ งขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้ นจากการสร้างใหม่ทั้งหมด นี่จึงเป็นโอกาสของเจ้ าของอาคารในการเพิ่มศั กยภาพของสินทรัพย์ และเสริมความสามารถในการแข่งขั นท่ามกลางการเข้าสู่ ตลาดของอาคารระดับพรีเมียมรุ่ นใหม่ และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดและรักษาผู้เช่าคุณภาพ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจให้ กับอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้พันธกิจ ‘Your Trusted Smart Digital Partner’ AIS Business ได้พร้อมเป็นพันธมิ ตรในการวางรากฐานให้ อาคารสามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อยกระดับขี ดความสามารถของภาคธุรกิจให้เติ บโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” นายภูผา กล่าวทิ้งท้าย
การพัฒนา Smart Building ต้องเริ่มต้นจาก Digital Backbone ที่มีความแข็งแกร่ง เพื่อรองรับการเชื่อมต่อ การดำเนินธุรกิจ และการขยายระบบในอนาคต โดย AIS Business วางองค์ประกอบสำคัญไว้ 5 ด้าน ได้แก่
- โครงข่ายไฟเบอร์หลักที่มีเสถี
ยรภาพและพร้อมใช้งานต่อเนื่อง (High Availability Fiber Backbone)
วางระบบ Fiber Optic เพื่อให้อาคารมีอินเทอร์เน็ ตความเร็วสูงและเสถียร รองรับ Cloud, AI และแอปพลิเคชันสำคัญ พร้อมพร้อมเพิ่มความจุของโครงข่ ายหรือ Bandwidth ตามจำนวนผู้ใช้งาน อุปกรณ์ และปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น
- อินเทอร์เน็ตสำรองเพื่อความต่
อเนื่องทางธุรกิจ (Network Resilience & Business Continuity)
ออกแบบเครือข่ายให้มีเส้นทางเชื่อมต่อและระบบสำรองมากกว่าหนึ่ งชุด หากโครงข่ายหลักเกิดขัดข้อง ระบบจะสลับไปใช้เส้ นทางสำรองโดยอัตโนมัติ รักษาการเชื่อมต่อภายในอาคาร และลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิ จของผู้เช่า - ระบบสัญญาณมือถือครอบคลุมทั่วทั้
งอาคาร (Complete Indoor Mobile Coverage)
ติดตั้งระบบกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมสำนักงาน ห้องประชุม ล็อบบี้ ลิฟต์ และชั้นใต้ดิน รองรับการโทร ใช้อินเทอร์เน็ต และประชุมออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่ อง ลดปัญหาสัญญาณอ่อนหรื อขาดหายในพื้นที่อับสัญญาณ - ระบบ Wi-Fi ระดับองค์กร รองรับผู้ใช้งานและอุปกรณ์
จำนวนมาก (Enterprise Wi-Fi Infrastructure)
ติดตั้ง Wi-Fi ครอบคลุมพื้นที่สำนักงานและส่วนกลาง พร้อมบริหารจากศูนย์กลาง รองรับ Hybrid Working อุปกรณ์จำนวนมาก และบริการดิจิทัลภายในอาคาร - โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรั
บเทคโนโลยีในอนาคต (Future-ready Network Infrastructure)
ออกแบบระบบให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ เช่น IoT กล้อง AI ระบบจอดรถอัจฉริยะ ลิฟต์อัจฉริยะ ระบบบริหารอาคาร ระบบวัดและติดตามการใช้พลั งงานอัจฉริยะ ระบบประมวลผลข้อมูลภายในอาคาร และ Digital Twin ช่วยให้ สามารถขยายระบบในอนาคตได้โดยไม่ ต้องรื้อโครงสร้างเดิมทั้งหมด เพิ่มความยืดหยุ่นในการพัฒนาให้ สอดรับกับความต้องการของผู้เช่ าและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง
เมื่อวาง Digital Backbone ครบทั้ง 5 ด้านแล้ว โครงสร้างพื้นฐานดังกล่ าวจะทำหน้าที่เป็ นรากฐานในการเชื่อมโยงระบบต่าง ๆ ภายในอาคารให้ทำงานร่วมกั นและบริหารจัดการจากศูนย์กลาง เจ้าของอาคารจึงสามารถติ ดตามและควบคุมระบบสำคัญ แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ขณะเดียวกันยังสามารถปรับการใช้ ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และแสงสว่างให้สอดคล้องกั บจำนวนผู้ใช้งานจริง รวมถึงยกระดับการรั กษาความปลอดภัย การเข้าออกอาคาร การจัดการผู้มาติดต่อ และที่จอดรถให้มีประสิทธิ ภาพมากขึ้น โดยข้อมูลที่เกิดขึ้นจากระบบต่ าง ๆ สามารถนำมาวิเคราะห์รูปแบบการพั ฒนาบริการภายในอาคาร พร้อมช่วยติดตามการใช้พลังงาน น้ำ และทรัพยากรแบบ Real-time ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น สนับสนุนการจัดทำข้อมูล ESG และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริ หารต้นทุนและทรัพยากร ขณะที่ผู้เช่าได้รับประโยชน์ จากสภาพแวดล้อมการทำงานที่สะดวก ปลอดภัย และสอดคล้องกับนโยบายด้านความยั่ งยืนขององค์กร
ทั้งนี้ องค์ประกอบทั้งหมดช่วยเตรี ยมความพร้อมให้อาคารสามารถต่ อยอดสู่การขอรับรองมาตรฐานระดั บสากล ได้แก่ WiredScore ด้านคุณภาพการเชื่อมต่อ SmartScore ด้านการใช้เทคโนโลยียกระดั บการบริหารและประสบการณ์ของผู้ ใช้อาคาร และ LEED ด้านประสิทธิภาพพลังงานและสิ่ งแวดล้อม ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้ช่วยสร้ างความเชื่อมั่น สะท้อนคุณภาพของอาคารอย่างเป็ นรูปธรรม และเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการตั ดสินใจของผู้เช่า ที่ผ่านมา AIS มีประสบการณ์สนับสนุน Digital Infrastructure ให้กับโครงการสำคัญ อาทิ กลุ่มศูนย์แสดงสินค้ าและการประชุม เช่น QSNCC, BITEC บางนา, IMPACT เมืองทองธานี หรือกลุ่มอาคาร Mixed-Use เช่น EmDistrict, One Bangkok, Central Park เป็นต้น ในการยกระดับการเชื่ อมต่อ การบริหารจัดการ และประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร พร้อมเสริมความสามารถในการแข่ งขันของอสังหาริมทรัพย์ ในระยะยาว
ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ สนใจยกระดับอาคารสำนักงานสู่ Smart Building สามารถกรอกข้อมูลติดต่อเพื่อให้ ผู้เชี่ยวชาญจาก AIS Business ติดต่อกลับ พร้อมให้คำปรึกษาและประเมิ นแนวทางที่เหมาะสมสำหรั บอาคารของท่าน ได้ที่ https://www.ais.th/business/ enterprise/industries/property
Advertisement










