Lu Weibing ประธาน Xiaomi ระบุว่าราคาเรือธงจีนอาจพุ่งแตะ 10,000 หยวน (~1,400 ดอลลาร์ หรือราว 51,000 บาท) ภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จากต้นทุนหน่วยความจำ DRAM และ NAND ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันความต้องการจากเซิร์ฟเวอร์ AI และอุปกรณ์ประมวลผลประสิทธิภาพสูงก็ยิ่งดันราคาให้สูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถดูดซับต้นทุนได้อีกต่อไป
ต้นทุนหน่วยความจำคือปัจจัยหลักที่ดันราคาเรือธงสูงขึ้น
Lu Weibing อธิบายว่าราคา DRAM และ NAND เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2027–2028 เนื่องจากความต้องการจากตลาด AI และ HPC พุ่งสูงมาก ขณะที่การสร้างโรงงานผลิตหน่วยความจำใหม่ต้องใช้เวลาหลายปี ทำให้ซัพพลายไม่สามารถเพิ่มได้ทัน
ตัวอย่างเช่น Xiaomi 17 Ultra เปิดตัวที่ราคา 6,999 หยวน (~980 ดอลลาร์ หรือประมาณ 35,800 บาท) สำหรับรุ่น 12GB + 512GB แต่รุ่นใหม่อย่าง Xiaomi 17 Max ยังอยู่ระหว่างการกำหนดราคา เพราะต้นทุนชิ้นส่วนยังผันผวนหนัก
ดีมานด์ AI ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงตัว
ความต้องการด้าน AI server, GPU และอุปกรณ์ประมวลผลขั้นสูงทำให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนต้องแข่งขันแย่งซัพพลายกับอุตสาหกรรมอื่น ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
Lu ระบุว่าผู้ผลิตไม่สามารถ “แก้ปัญหาเรื่องซัพพลายได้ทันที” เพราะการสร้างโรงงานใหม่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2–3 ปี ทำให้ราคาต้นทุนยังคงสูงต่อเนื่องไปอีกหลายปี
Xiaomi 17 Max กลายเป็นรุ่นที่ถูกจับตามองมากที่สุด
Xiaomi 17 Max ซึ่งเตรียมเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม ถูกคาดหมายว่าจะมาพร้อมสเปกระดับเรือธง เช่น
- จอใหญ่ 6.9 นิ้ว
- ชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5
- กล้องหลัก Leica 200MP
- แบตเตอรี่ 8,000mAh
ทั้งหมดนี้ทำให้รุ่นดังกล่าวอาจถูกดันขึ้นไปอยู่ในระดับราคาที่สูงกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าราคาน่าจะเข้าใกล้ช่วง 50,000 บาทขึ้นไป
ไม่ใช่แค่ Xiaomi — แบรนด์จีนทั้งหมดกำลังเจอแรงกดดันเดียวกัน
OPPO, vivo และ Honor ต่างเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นกัน ทำให้ราคาเรือธงจีนอาจขยับขึ้นพร้อมกันทั้งตลาด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะ “ราคาคุ้มค่า” เคยเป็นจุดแข็งสำคัญของสมาร์ตโฟนจีนมาโดยตลอด









