OPPO Find X9 Ultra ที่มอบนิยามใหม่ให้กล้องมือถือและ Find X9s ตัวเก่งสายท่องเที่ยว
8.8
ยอดเยี่ยม
OPPO Find X9 Ultra และ OPPO Find X9s เป็นแฟลกชิปที่เหมือนใช้แนวคิดเดียวกัน แต่ตีความออกมาคนละทางชัดเจน รุ่น Ultra ไปสุดในแนวคิดมือถือสายถ่ายภาพ ตั้งแต่ระบบกล้อง Hasselblad Master 5 ตัว, ซูมออปติคอล 10 เท่ารุ่นแรกของอุตสาหกรรม , เซนเซอร์คู่ 200MP, ฟีเจอร์วิดีโอระดับโปร ไปจนฮาร์ดแวร์ระดับเรือธงที่ออกแบบมาเผื่องานหนักจริง ๆ มันคือมือถือสำหรับคนที่อยากได้ “ที่สุด” ทั้งเรื่องกล้องและศักยภาพในการสร้างสรรค์
ส่วน OPPO Find X9s เป็นแฟลกชิปอีกบุคลิกหนึ่ง ที่เน้นสมดุลระหว่างกล้อง ประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ และขนาดเครื่อง เพื่อความคล่องตัวสำหรับสายท่องเที่ยวและการทำคอนเทนต์ได้อย่างอิสระ ด้วยเครื่องที่มีประสิทธิภาพจากชุดกล้อง Hasselblad สามตัว, แบต 7025mAh, และประสบการณ์ที่ดีจาก ColorOS 16 เหมาะกับคนที่อยากได้แฟลกชิปกะทัดรัด ครบเครื่อง ติดตัวไปได้ทุกโอกาสไม่ว่าจะเป็นเรื่องสนุกหรือใช้ครีเอทสิ่งใหม่ๆ ก็พร้อมทุกที่ทุกเวลา
ถ้าจะนิยามสั้น ๆ
OPPO Find X9 Ultra เหมาะกับคนที่จริงจังกับกล้องและอยากได้ camera flagship เต็มรูปแบบ ครบจบไม่ค้างคา ตั้งแต่คนรักการถ่ายภาพไปจนถึงระดับมืออาชีพ รุ่นนี้ยอดเยี่ยมที่สุดในตลาดขณะนี้
ส่วน OPPO Find X9s เหมาะกับคนที่อยากได้ flagship ที่ครบ สมดุล และใช้งานทุกวันได้คล่องตัว ไม่ว่าจะไปเที่ยวหรือติดตัวไปทำคอนเทนต์ ตัวเครื่องสวย พกง่าย แต่ทรงพลัง ซึ่งเป็นจุดขายในตัวเองอย่างชัดเจน
และนั่นทำให้ความน่าสนใจของ OPPO Find X9 Series ปีนี้ ไม่ได้อยู่ที่รุ่นไหนคือตัวท็อป แต่ OPPO ทำให้แฟลกชิปสองรุ่นนี้ตอบโจทย์คนละแบบได้ชัดเจนพอ จนทั้งสองรุ่น กลายเป็นสมาร์ตโฟนที่ยอดยี่ยมตามสไตล์การใช้งานที่ต่างกัน
The Good
ระบบกล้อง OPPO Find X9 Ultra โดดเด่นมาก โดยเฉพาะ 200MP คู่ และซูมออปติคอล 10 เท่ารุ่นแรกของอุตสาหกรรม
Find X9s เป็น compact flagship ที่บาลานซ์ดีมาก กล้อง แบต และขนาดเครื่องลงตัว
ทั้งสองรุ่นได้จอระดับเรือธง สีสวย ความสว่างสูง และเทคโนโลยีถนอมสายตาครบ
แบตเตอรี่ Silicon-Carbon ความจุสูงทั้งสองรุ่น อึดเกินมาตรฐานแฟลกชิปทั่วไป
ระบบชาร์จเร็วและการจัดการพลังงานทำได้ครบ โดยเฉพาะ Ultra มีชาร์จไร้สาย 50W AIRVOOC
ColorOS 16 พร้อม AI Mind Space และ AI ฟีเจอร์ใช้งานจริงค่อนข้างน่าสนใจ
งานออกแบบและวัสดุพรีเมียม มีคาแรกเตอร์ ไม่ใช่เรือธงหน้าตาคล้ายกันทั่วไป
AI LinkBoost และการเชื่อมต่อระดับเรือธงให้ประสบการณ์ใช้งานรอบด้านดี
Find X9 Ultra มีฟีเจอร์ภาพและวิดีโอระดับโปรจริงจัง เช่น O-Log2, ACES, Master Mode
Find X9s ราคาเริ่มต้นทำได้ดึงดูดเมื่อเทียบสเปกและกล้องที่ให้มา
The Bad
ราคาของ OPPO Find X9 Ultra อยู่ระดับพรีเมียมของตลาด
OPPO Find X9s ไม่มีชาร์จไร้สาย
ในวันที่สมาร์ตโฟนเรือธงแข่งขันกันหนักทั้งเรื่องชิป กล้อง และ AI การมาของ OPPO Find X9 Ultra และ OPPO Find X9s ดูจะไม่ได้เดินตามสูตรเดิมทั้งหมด เพราะสองรุ่นนี้ถูกวางบทบาทต่างกันชัดเจน รุ่นหนึ่งผลักขีดจำกัด “มือถือเพื่อการถ่ายภาพ” ไปไกลระดับกึ่งโปร ขณะที่อีกรุ่นเน้นบาลานซ์ความคล่องตัวกับประสบการณ์กล้องแฟลกชิปในขนาดจับถือง่ายกว่า เหมาะสำหรับการใช้ทำคอนเทนต์และการเดินทางท่องเที่ยวอย่างอิสระ
จุดร่วมสำคัญคือทั้งคู่ยังยึดแกนเดียวกัน นั่นคือประสบการณ์ Hasselblad และฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบโดยให้ระบบกล้องเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่เพิ่มสเปกเพื่อแข่งขันบนกระดาษ
บทความนี้จะพาเจาะรีวิวทั้งสองรุ่นในภาพรวม แต่โฟกัสหลักจะอยู่ที่ Find X9 Ultra ในฐานะรุ่นที่มีแนวคิดน่าสนใจมาก ตั้งแต่กล้อง 5 ตัวระดับ Master Camera, เซ็นเซอร์คู่ 200MP และซูมออปติคอล 10 เท่ารุ่นแรกของอุตสาหกรรม ไปจนถึงฮาร์ดแวร์ระดับ Snapdragon 8 Elite Gen 5 และแบตเตอรี่ Silicon-Carbon 7050mAh
ส่วน Find X9s จะถูกมองในฐานะแฟลกชิปขนาดกะทัดรัดที่นำหลายแนวคิดจากรุ่น Ultra มาย่อส่วนลงอย่างน่าสนใจ และนั่นทำให้การเปรียบเทียบคู่นี้ไม่ใช่เรื่อง “รุ่นไหนดีกว่า” แต่เป็นเรื่อง “รุ่นไหนเหมาะกับการใช้งานแบบไหนมากกว่า”
ก่อนลงลึกเรื่องกล้อง ประสิทธิภาพ และประสบการณ์ใช้งานจริง สิ่งแรกที่ควรเริ่มต้นคือการดูว่า OPPO วางแนวคิดการออกแบบของสมาร์ตโฟนสองรุ่นนี้ไว้ต่างกันอย่างไร เพราะดีไซน์ของ Find X9 Series ไม่ได้เป็นแค่เรื่องความสวย แต่สะท้อนบุคลิกของแต่ละรุ่นชัดเจน และมีผลต่อการใช้งานจริงมากกว่าที่เห็นบนสเปกชีต
เจาะระบบกล้อง OPPO Find X9 Ultra เมื่อสมาร์ตโฟนก้าวเข้าสู่ระดับ “กล้องโปรแบบพกพา”
ถ้ามอง OPPO Find X9 Ultra จากมุมฮาร์ดแวร์ สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้ต่างจากสมาร์ตโฟนเรือธงทั่วไปคือ OPPO ไม่ได้มองชุดกล้องเป็นเพียงหลายเลนส์ที่วางรวมกัน แต่พยายามออกแบบเป็นระบบถ่ายภาพเต็มรูปแบบ โดยเริ่มตั้งแต่โครงสร้างภายนอกของโมดูลกล้องไปจนถึงสถาปัตยกรรมของเลนส์ภายใน โมดูลกล้องขนาดใหญ่ด้านหลังได้แรงบันดาลใจจาก Hasselblad X2D 100C Earth Explorer Edition
พร้อมรายละเอียดวงแหวนรอบโมดูลแบบ Knurling ที่จำลองสัมผัสวงแหวนโฟกัสของเลนส์กล้องจริง รวมถึงรายละเอียดรูปทรงหกเหลี่ยมที่อ้างอิงใบรูรับแสงของเลนส์ระดับโปร ทำให้ภาษาการออกแบบของรุ่นนี้ผูกกับแนวคิด “camera-first device” ค่อนข้างชัด
สิ่งที่น่าสนใจคือการออกแบบไม่ได้จบที่ความสวย ตัวเครื่องยังมีปุ่ม Quick Button สีส้มในสไตล์ Hasselblad สำหรับเข้าถึงการถ่ายภาพเร็วขึ้น
เป็นทั้งปุ่มเข้าโหมดกล้อง ปุ่มชัตเตอร์ รวมถึงใช้สไลด์เพื่อปรับกล้อง, ซูมภาพ เพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมขณะถ่ายภาพ
ขณะที่ตัวโมดูลกล้องใช้การเคลือบ Dual Nano Lens Coating ลดแฟลร์และการกระจายแสง รวมถึงงานวิศวกรรมภายใต้ตัวเครื่องยังรองรับโครงสร้าง OPPO Armour Shield และมาตรฐาน IP66, IP68 และ IP69 ซึ่งช่วยให้ชุดกล้องถูกออกแบบให้รองรับงานใช้งานจริง ลุยทุกสภาพได้จริง ไม่ใช่เพียงโชว์สเปกบนกระดาษ แต่ทนทานพร้อมลุยงานหนัก ลงภาคสนาม ไปไหนไปกันทั้งด้านคุณภาพและความทนทาน
ในเชิงสเปก กล้องของ Find X9 Ultra มาในแนวคิด Hasselblad Master 5-Camera System ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญของรุ่นนี้ ประกอบด้วย
กล้องหลัก Sony LYT-901 ความละเอียด 200MP เซนเซอร์ขนาด 1/1.12 นิ้ว ระยะ 23 มม. รูรับแสง f/1.5 พร้อม OIS ทำหน้าที่เป็นแกนหลักของระบบภาพ
กล้อง Ultra-Wide ใช้ Sony LYT-600 50MP เซนเซอร์ 1/1.95 นิ้ว ระยะ 14 มม. รูรับแสง f/2.0 พร้อม Autofocus รองรับทั้งภาพมุมกว้างและงานมาโคร
อีกตัวที่มีผลกับคุณภาพภาพ นั้นคือ True Color Camera แบบ Multispectral 3.2 ล้านพิกเซล มุมรับภาพ 95 องศา ซึ่งทำหน้าที่ช่วยวัดสีและโทนแสง เป็นส่วนที่ OPPO ใช้ช่วยความแม่นของสีในระบบ Hasselblad
ความจริงจังเริ่มชัดขึ้นในระบบเทเลโฟโต้ เพราะ OPPO ใส่กล้องซูมมา 2 ระยะที่คนเล่นกล้องน่าจะสนใจ
กล้องแรกเป็น 200MP 3x Telephoto ใช้เซนเซอร์ OmniVision OV52A ขนาด 1/1.28 นิ้ว ระยะ 70 มม. รูรับแสง f/2.2 พร้อม OIS และโฟกัสใกล้สุด 15 เซนติเมตร ใช้ได้ทั้งพอร์ตเทรตและเทเลมาโคร
ส่วนกล้องที่ทำให้รุ่นนี้พิเศษคือ 50MP 10x Telephoto ใช้เซนเซอร์ Samsung JNL ขนาด 1/2.75 นิ้ว ระยะเทียบเท่า 230 มม. พร้อมโครงสร้าง Quintuple Prism Reflection Periscope หรือปริทรรศน์สะท้อน 5 ชั้น
ซึ่งเป็นหัวใจของการทำออปติคอลซูม 10 เท่าในตัวเครื่องบางระดับสมาร์ตโฟน และเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรมในแบบที่ไม่เคยมีใครทำได้ ทั้งซูมไกล ทั้งคมชัด
ถ้ามองเป็นทางยาวโฟกัส ชุดกล้องนี้ครอบคลุมตั้งแต่ 14 มม., 23 มม., 47 มม. (ครอปในเซนเซอร์), 70 มม., 139 มม., 230 มม. ไปจน 460 มม. จาก 10x optical ทำให้อาจจะเรียกตามทฤษฏีได้ว่า OPPO Find X9 Ultra คือสมาร์ตโฟน ที่ติดตั้ง “เลนส์ 8 ระยะมาในเครื่องเดียว”
จากที่ทดสอบไม่ใช่แค่การซูม 10x (230mm) เท่านั้น แต่การซูมประมาณ 20x หรือ 460mm ก็ยังให้คุณภาพระดับออปติคอลอยู่เลย แม้แต่การซูมภาพในระยะเกินกว่านั้นภาพก็ยังคมมากครับ รองรับการซูมไกลสุดที่ 120x พร้อมระบบ Super Zoom ของ OPPO ที่จะช่วยรักษาความชัดเจนและรายละเอียดของภาพไว้ให้ ที่ระยะซูม 30 เท่าขึ้นไป
เรื่องพอร์ตเทรตเป็นอีกจุดที่ OPPO เล่นค่อนข้างจริงจัง โดยโหมด Hasselblad Portrait รองรับการถ่ายหลายระยะตั้งแต่ 1x, 3x, 6x ไปจนถึง 10x เพื่อให้ได้มิติและการบีบฉากหลังต่างกันตามสไตล์เลนส์แต่ละช่วง
ไม่ใช่แค่หลากหลายแต่การซูมทำได้ดีมาก ยิ่งใช้ระยะซูมไกลภาพบุคคลยิ่งดูมีมิติความลึก การที่มือถือรองรับความแตกต่างในการใช้งานได้กว้างระดับนี้ ทำให้มีอิสระในการใช้จริงมากๆ
ต่างระยะ แต่แทบไม่ต่างคุณภาพเลย กล้องซูมทำมาได้ดีจริงๆ แม้แต่ภาพบุคคลกลางคืนก็แทบไม่มีผลกับคุณภาพเลยครับ
โดยเฉพาะระดับ 10x คมกริบ เป็นระยะเทเลจัดๆ ที่จะดึงฉากหลังเข้ามาชิดนางแบบ หรือใช้ในกรณีที่ต้องการตัดองค์ประกอบรอบข้างที่ไม่เกี่ยวข้องออกเป็น เป็นระยะถ่ายภาพแบบเลนส์กล้องโปร
ซึ่งปกติกล้องสมาร์ตโฟนไม่เคยทำระยะซูมออปติคอลได้ในระดับ 10x แบบนี้มาก่อนเลย และไม่ใช่เรื่องปกติที่จะเอามือถือมาซูมถ่ายไกลขนาดนี้ โดยเฉพาะในสภาพแสงกลางคืน แถมยังถือถ่ายด้วยมือเปล่าๆ ไม่ต้องมีอุปกรณ์เสริมใดๆ เป็นการอัปเกรดกล้องสมาร์ตโฟนที่น่าทึ่งมากครับ
ลองดูภาพซูม 10x (230mm) จากมือถือเครื่องบางๆ อย่าง OPPO Find X8 Ultra คมชัดสุดๆ
ทำให้ OPPO Find X9 Ultra นอกจากจะเหมาะกับการนำไปใช้ถ่ายภาพท่องเที่ยว ก็ยัง กลายเป็นมือถือที่เอาไปถ่ายคอนเสิร์ตได้ดีที่สุดเลยครับ
และต้องย้ำผู้อ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ว่า ในโหมด Hasselblad HI-Res ของ OPPO Find X9 Ultra ไม่ใช่แค่รองรับโหมด 50MP เท่านั้น เพราะอย่าลืมว่า Hasselblad HI-Res สามารถถ่ายภาพได้ในความละเอียดถึง 200MP และก็ยังซูมภาพเข้าได้ถึง 3x
ด้วยภาพมีขนาดใหญ่มาก ตัดภาพบางส่วนมาใช้ก็ไม่เหมือนการตัด แต่เหมือนถ่ายมาในระยะ 1x แบบปกติเลยทีเดียว ซูมก่อนแล้วค่อยเอาภาพมาครอปตัดอีกที ภาพยังชัดเลยครับ
ภาพขนาดใหญ่ 200MP
นำมาครอปขยายใหม่ ก็ยังคมชัด
เอาอยู่ทุกระยะ ทุกสภาพแสง ถ่ายออกมาจบหลังกล้องในเกรดภาพมืออาชีพ แค่ดูไฟล์ภาพ มิติ แสงสี ก็รู้แล้วครับว่าเป็นกล้องที่เกรดดีมากขนาดไหน ถ่ายง่ายสำหรับทุกคน ทุกการท่องเที่ยว ทุกแนวภาพ ไม่ต้องมีความเข้าใจด้านกล้องใดๆ ภาพสวยโดยธรรมชาติแบบไม่ต้องพยายาม
อยากถ่ายอะไรตอนไหน ถ่ายเลย
OPPO Find X9 Ultra ไม่ได้ถูกวางเป็นแค่มือถือกล้องดี แต่ถูกผลักไปใกล้แนวคิด “กล้องคอมแพกต์ระดับโปร” ในรูปแบบมือถือเลยละครับ ถ่ายสนุก โหมดเยอะ และคมในทุกโหมดที่เลือกใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นมือสมัครเล่นหรือมือาชีพ เชื่อคุณภาพได้เลย
อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ OPPO Find X9 Ultra แม้ไม่ใช่เรื่องสเปกฮาร์ดคอร์ แต่มีคาแรกเตอร์ชัดมาก คือ Hasselblad XPAN โหมดถ่ายภาพที่หยิบแรงบันดาลใจจากกล้องฟิล์มระดับตำนานของ Hasselblad มาใส่ไว้ในมือถือ จุดเด่นคืออัตราส่วนภาพแบบ 65:24 ที่กว้างเป็นพิเศษ ให้มุมมองต่างจากภาพถ่ายมือถือทั่วไป และให้ฟีลใกล้ภาพ cinematic หรือภาพไวด์ฟอร์แมตแบบงานภาพยนตร์มากกว่าโหมดถ่ายภาพปกติ
OPPO Find X9 Ultra ก็ยังรองรับ ฟีเจอร์ที่ทำให้การถ่ายภาพ “มีชีวิตมากขึ้น” นั้นคือ 4K Motion Photo การบันทึกภาพนิ่งพร้อมกับภาพเคลื่อนไหวก่อนและหลังการกดชัตเตอร์ 3 วินาที โดยจะบันทึกได้ในระดับ 4K สามารถนำแต่ละเฟรมมาแปลงเป็นภาพนิ่งได้ตลอดทั้งช่วงเวลา รวมถึงทำเป็นวิดีโอสโลโมชั่นได้ด้วย ฉะนั้นเก็บภาพแบบ 4K Motion Photo มาแค่ครั้งเดียว เราสามารถใช้ได้หลากหลายมากๆ
ฟีเจอร์กล้องสำหรับสายโปร จุดที่ OPPO Find X9 Ultra ขยับจากมือถือไปใกล้เครื่องมือสร้างงาน
ถ้าสเปกกล้องคือฮาร์ดแวร์ ส่วนที่ทำให้ OPPO Find X9 Ultra ดูจริงจังขึ้นสำหรับสายครีเอเตอร์หรือคนเล่นภาพ คือชุดฟีเจอร์ฝั่งโปรที่ใส่มาเกินกว่ามือถือเรือธงทั่วไป หลายอย่างไม่ได้เป็นเพียงโหมดเสริม แต่เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาให้คนถ่ายภาพและวิดีโอเอาไปใช้งานต่อได้จริง
การบันทึกวิดีโอ 8K 30fps
นี่เป็นครั้งแรกที่แฟลกชิป OPPO รองรับการถ่าย 8K 30fps โดยเปิดทางให้ใช้รายละเอียดระดับสูงสำหรับงานครอป รีเฟรม หรือโพสต์โปรดักชัน ซึ่งมีประโยชน์มากกับสายวิดีโอที่ไม่ได้ต้องการแค่ความคม แต่ต้องการไฟล์ที่เผื่อพื้นที่ทำงานในภายหลังได้มากขึ้น ขณะที่กล้องหลักและเทเล 3x ยังรองรับ 4K 120fps Dolby Vision ด้วย ทำให้สายวิดีโอได้เครื่องมือครบขึ้นพอสมควร
มีโหมดถ่ายวิดีโอครบ ทั้งฟิลเตอร์ โทนภาพ ละลายหลัง และโหมดกันสั่นพิเศษแบบกิมบอล
OPPO Hasselblad Earth Explorer Kit
อันนี้ไม่ใช่ฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ แต่เป็นแนวคิดที่ผลัก Find X9 Ultra เข้าใกล้ “กล้อง” มากขึ้น ผ่านชุดอุปกรณ์เสริมและเลนส์ teleconverter ที่ทาง OPPO นำเข้ามาคู่กัน เป็นเลนส์เสริมที่รองรับช่วงซูมตั้งแต่ 13x–200x สำหรับภาพนิ่ง และ 13x–60x สำหรับวิดีโอ มันสะท้อนว่ารุ่นนี้ไม่ได้หยุดแค่กล้องในตัว แต่ถูกคิดเผื่อการต่อยอดสำหรับคนที่อยากเล่นจริงจังได้ด้วย
O-Log2 พร้อม ACES
นี่คือของที่สายวิดีโอจริงจังน่าจะสนใจมากกว่า AI ใด ๆ เพราะ O-Log2 ช่วยเก็บ Dynamic Range ได้กว้างขึ้น เก็บรายละเอียดส่วนไฮไลต์และเงาได้ดีขึ้นสำหรับการเกรดสีภายหลัง และการรองรับ ACES (Academy Color Encoding System) ก็ทำให้เวิร์กโฟลว์ขยับเข้าใกล้มาตรฐานงานโปรมากขึ้น และรองรับถ่ายภาพนิ่ง 50MP JPEG MAX และ 50MP RAW MAX พร้อม 16-bit RAW ที่ออกแบบมาสำหรับคนอยากเอาไฟล์ไปดึงต่อจริงจัง
ไม่ใช่ถ่ายจบหลังกล้องอย่างเดียว จุดนี้ไม่ใช่ฟีเจอร์ที่คนทั่วไปใช้ทุกวัน แต่สำหรับการนำไปทำต่อ มันรองรับได้มากกว่าสำหรับมืออาชีพ
Hasselblad Master Mode รุ่นใหม่
สำหรับสายภาพนิ่ง OPPO ให้ความสำคัญกับโหมดนี้มาก เพราะถูกวางเป็นโหมดถ่ายภาพที่พยายามรักษาโทน สี ไฮไลต์ และมิติภาพให้มีคาแรกเตอร์แบบกล้องจริงมากขึ้น รองรับทั้งการใช้งานแบบ AUTO และแบบ Pro ที่จะเปิดให้ผู้ใช้ควบคุมกล้องเองได้อิสระ ทั้ง iSO, สปีดชัตเตอร์, ระยะซูมและระยะโฟกัส ควบคุมได้เองสำหรับคนสายกล้องที่มีความรู้แบบโปร
ที่น่าสนใจคือ Hasselblad Master Mode มีฟิล์มโปรไฟล์จำลองเอาไว้ให้เลือกใช้ถึง 9 แบบ ให้อารมณ์ภาพที่แตกต่าง สลับใช้งานง่ายแค่สไลด์เลือกโปรไฟล์สีที่ต้องการ
ภาพรวมของฟีเจอร์กลุ่มนี้ทำให้ Find X9 Ultra น่าสนใจตรงมันไม่ได้พยายามเป็นมือถือ “ที่ถ่ายโปรได้” แบบคำโฆษณา แต่เริ่มมีองค์ประกอบหลายอย่างที่คนทำงานภาพเอาไปใช้ต่อได้จริง และนั่นทำให้รุ่นนี้มีบุคลิกต่างจากมือถือกล้องเทพทั่วไปพอสมควร
งานออกแบบ OPPO Find X9 Ultra ที่ได้แรงบันดาลใจจากกล้องโปร พร้อมฮาร์ดแวร์ระดับเรือธงรอบด้าน
ถ้าระบบกล้องคือหัวใจของ OPPO Find X9 Ultra งานออกแบบของรุ่นนี้ก็ถูกทำมาให้สอดคล้องกับแนวคิดเดียวกันชัดเจน ตัวเครื่องไม่ได้มาในแนวแฟลกชิปบางเบาแบบทั่วไป แต่มีบุคลิกเหมือนอุปกรณ์ถ่ายภาพมากกว่า โดยเฉพาะโมดูลกล้องหลังที่ได้แรงบันดาลใจจาก Hasselblad X2D 100C Earth Explorer Edition พร้อมรายละเอียดวงแหวนแบบ Knurling คล้ายวงแหวนโฟกัสเลนส์จริง รวมถึงองค์ประกอบดีไซน์รอบโมดูลที่อ้างอิงภาษาการออกแบบของกล้องระดับโปร ทำให้ตัวเครื่องมีเอกลักษณ์ชัด และไม่ใช่ดีไซน์ที่พยายามซ่อนว่ากล้องคือพระเอกของรุ่นนี้
เรื่องสีสัน OPPO ให้มาสองแนวที่บุคลิกต่างกันชัดเจน สี Tundra Umber มาในโทนหนังคลาสสิก ได้แรงบันดาลใจจาก Hasselblad X2D 100C Earth Explorer Edition ให้ฟีลอุปกรณ์ถ่ายภาพวินเทจ
ส่วน Canyon Orange ตัดไปอีกทางด้วยโทนสดโดดเด่น ใช้วัสดุเส้นใยเกรดอากาศยานตามข้อมูลในเอกสาร ช่วยเสริมทั้งภาพลักษณ์และความแข็งแรงของตัวเครื่อง เป็นสองสีที่ไม่ได้แค่ต่างเฉด แต่ตีความคาแรกเตอร์คนละแบบชัดเจน
ด้านขนาดตัวเครื่อง รุ่นสี Tundra Umber อยู่ที่ 163.16 x 76.97 x 9.10 มม. น้ำหนัก 236 กรัม ส่วน Canyon Orange บางลงเล็กน้อยที่ 8.65 มม. น้ำหนัก 235 กรัม แม้ไม่ใช่มือถือสายบางเบา แต่ก็เป็นขนาดที่เข้าใจได้เมื่อดูจากฮาร์ดแวร์กล้องที่ยัดมาเต็มระดับนี้ และยังถูกบาลานซ์ให้ถือใช้งานแบบแฟลกชิปได้อยู่
เรื่องความทนทาน OPPO ใส่มาค่อนข้างสุด ตัวเครื่องผ่านมาตรฐาน IP66, IP68 และ IP69 ครอบคลุมตั้งแต่กันฝุ่น กันน้ำ ไปจนการรับมือสภาพแวดล้อมหนักกว่ามาตรฐานเรือธงทั่วไป พร้อมการรับรอง SGS Premium Performance 5 Stars ด้านความทนต่อแรงกระแทก เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบให้พร้อมใช้งานจริงในภาคสนามด้วย
ด้านหน้าจอให้มาในระดับเรือธงเต็มตัวกับจอ LTPO AMOLED ขนาด 6.82 นิ้ว ความละเอียด 3168 x 1440 พิกเซล ความหนาแน่น 510 ppi รองรับรีเฟรชเรตแบบปรับได้ 1-144Hz พร้อมขอบจอสมมาตรเพียง 1.4 มม. ซึ่งช่วยให้ภาพรวมหน้าตาดูพรีเมียมมาก และพื้นที่แสดงผลก็ดูเต็มตาตามสไตล์ Ultra จริง ๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือ OPPO ไม่ได้เล่นแค่ตัวเลขสเปก จอนี้รองรับความสว่าง 1800 นิตแบบ HBM และพีค HDR 3600 นิต พร้อม Dolby Vision , HDR Vivid , สี 10-bit และ DCI-P3 เต็มช่วง ทำให้มันไม่ได้ตอบโจทย์แค่ดูคอนเทนต์ แต่รวมถึงการพรีวิวภาพและวิดีโอจากกล้องระดับจริงจังด้วย
ฝั่งเทคโนโลยีเพื่อประสบการณ์ใช้งานก็ให้มาครบ ทั้ง 2160Hz PWM Dimming , DC Dimming, TÜV Rheinland Low Dynamic Interference ช่วยเรื่องความสบายตา รวมถึง Display P3 Pro Chip ที่ดูแลการแสดงผล และ 3D Ultrasonic Fingerprint Scanner ฝังใต้จอ ส่วน Splash Touch ก็ช่วยให้ใช้งานจอได้ดีขึ้นเมื่อมือเปียกหรือมีละอองน้ำ ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่มีผลกับการใช้งานจริง
ภาพรวมในมุมดีไซน์และฮาร์ดแวร์หน้าจอ Find X9 Ultra เป็นมือถือที่ค่อนข้างชัดว่าไม่ได้ออกแบบเพื่อให้บางที่สุดหรือเบาที่สุด แต่เน้นสร้างแพ็กเกจที่รองรับสถานะ “Ultra Camera Flagship” ให้สมกับชื่อรุ่น และต้องยอมรับว่าทั้งงานออกแบบ วัสดุ ไปจนคุณภาพจอ ก็ไปในทิศทางนั้นครบพอสมควร
OPPO Find X9 Ultra ยังมีพอร์ต IR อินฟราเรดสำหรับใช้งานเป็นรีโมทภายในบ้าน และปุ่มพิเศษ Snap Key และ Quick Button ปุ่มจริงที่ทำให้ AI และกล้องเข้าถึงได้ทันที
Snap Key ทำหน้าที่เป็นทางลัดเข้าสู่ AI Mind Space กดครั้งเดียวเพื่อบันทึกสิ่งที่อยู่บนหน้าจอเข้าไปจัดเก็บได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ หรือข้อมูลที่ต้องการเก็บไว้ให้ AI ช่วยอ้างอิงต่อ ส่วนกดค้างสามารถบันทึกเสียงและผูกเข้า Mind Space ได้ตรง ๆ แนวคิดของมันคือทำให้การเก็บข้อมูล ไอเดีย หรือสิ่งที่เจอระหว่างวันเกิดขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดหลายเมนู และยังสามารถนำสิ่งที่บันทึกไว้นี้ไปใช้ต่อกับ Gemini เพื่อสรุปหรือวิเคราะห์ต่อได้ด้วย
และเรายังสามารถปรับแต่งปุ่ม Snap Key เพื่อการใช้งานด้านอื่นได้ด้วยนะครับในการตั้งค่า เช่น ใช้เปิดปิดไฟฉาย หรือเปลี่ยนโหมดการแจ้งเตือนเป็นต้น
อีกปุ่มคือ Quick Button ที่เน้นสายกล้องมากกว่า ใช้เรียกกล้องด่วน กดเป็นชัตเตอร์ หรือสไลด์เพื่อควบคุมการซูมได้ คล้ายเอาบางส่วนของประสบการณ์กล้องจริงมาใส่ในมือถือ ซึ่งเข้ากับแนวคิด camera-first ของ Find X9 Ultra พอดี
สองปุ่มนี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก แต่สะท้อนแนวคิดน่าสนใจของรุ่นนี้ คือไม่ได้มอง AI หรือกล้องเป็นแค่ฟีเจอร์ในซอฟต์แวร์ แต่พยายามให้ฮาร์ดแวร์ช่วยทำให้เข้าถึงสิ่งเหล่านั้นได้เร็วและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นรายละเอียดที่คิดมาค่อนข้างดีทีเดียว
OPPO Find X9 Ultra ฮาร์ดแวร์ระดับเรือธงครบสูตร ชิปแรง แบตใหญ่ ชาร์จไว 100W SUPERVOOC
กล้อง OPPO Find X9s แกนหลัก Hasselblad 50MP ครบทั้ง 3 เลนส์
แม้ OPPO Find X9s จะไม่เล่นใหญ่ด้านฮาร์ดแวร์กล้องสุดทางแบบรุ่น Ultra แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ OPPO ไม่ได้ลดระดับประสบการณ์กล้องลงแบบแฟลกชิปย่อส่วนทั่วไป เพราะรุ่นนี้ยังให้ชุดกล้อง Hasselblad Triple Camera 50MP มาครบสามระยะ ครอบคลุมการถ่ายแทบทุกสถานการณ์
กล้องหลักใช้ LYT-700 ความละเอียด 50MP เซนเซอร์ 1/1.56 นิ้ว ระยะ 24 มม. พร้อม OIS ทำหน้าที่เป็นกล้องหลักสำหรับงานทั่วไป
กล้อง Ultra-Wide ใช้ JN5 ความละเอียด 50MP ระยะ 15 มม. พร้อม Autofocus ใช้ได้ทั้งมุมกว้างและถ่ายใกล้
กล้องเทเลโฟโต้ 3x ใช้ LYT-600 ความละเอียด 50MP ระยะ 73 มม. แบบ Triple Prism Periscope พร้อม OIS ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้รุ่นนี้ต่างจากมือถือ compact หลายรุ่น เพราะยังมี periscope จริง ไม่ใช่แค่ครอปซูมจากเซนเซอร์หลัก
กล้องหน้าเซนเซอร์ IMX615 ความละเอียด 32MP ขนาด 1/2.74 นิ้ว ระยะ 21 มม. รูรับแสง f/2.4 และที่น่าสนใจคือให้ Autofocus มาด้วย
คุณภาพกล้องของ OPPO Find X9s อยู่ในระดับกลุ่มเรือธง ทำงานร่วมกับชิปประมวลผลภาพ LUMO Imaging Engine ซึ่งถือเป็นเกรดระดับเครื่องพรีเมียมอย่างเต็มตัว อย่าไปหลงหรือเอาไปเทียบกับ OPPO Find X9 Ultra ที่หลุดโลกไปไกลเกินมาตรฐาน
รุ่นนี้ยังคงสามารถซูมภาพได้คมชัดในแบบ 3 เท่า และมี AI ช่วยเสริมความชัดเจนและเก็บรายละเอียดเมื่อทำการซูมไกลมากกว่า 10x ขึ้นไป รองรับการซูมภาพได้สูงสุดที่ 120x เช่นกัน จากการทดสอบ 3x คมกริบ และไปจนถึงระยะ 10x ก็ยังคมอยู่ครับ
ถ่ายง่าย ไปได้ทุกสภาพแสง เป็นเรือธงด้านกล้องแบบเต็มตัว จะไปเที่ยวไหน เช้า กลางวัน ก่อนนอน หยิบมาถ่ายได้ง่ายตลอดทริปครับ
อีกฟีเจอร์ที่ OPPO Find X9s ได้รับต่อยอดมาจากรุ่นใหญ่คือ Hasselblad Master Mode ซึ่งเป็นโหมดสำหรับคนที่อยากมีอิสระกับภาพมากกว่าการถ่ายแบบอัตโนมัติทั่วไป จุดเด่นคือคาแรกเตอร์สีที่อ้างอิงโทนแบบ Hasselblad เพื่อให้ภาพมีบุคลิกเฉพาะมากขึ้น
ในโหมดนี้สามารถเลือกใช้โปรไฟล์สีสำเร็จรูปที่มีให้เลือกอยู่มากมายได้ และยังรองรับการถ่าย RAW สำหรับคนที่ต้องการนำไฟล์ไปแต่งต่อจริงจังภายหลัง
ในด้านฟีเจอร์ถ่ายภาพบุคคล ยังคงได้ Hasselblad Portrait สำหรับพอร์ตเทรตหลายระยะ พร้อมรองรับ Free Zoom ในโหมดถ่ายภาพบุคคล เลือกระยะซูมได้อิสระช่วง 1x-3x แบบไม่มีข้อจำกัด ไม่ได้ผูกมัดต้องถ่ายภาพบุคคลแบบ 1x, 2x, 3x เสมอไป อยากซูมใช้ช่วงไหนเลื่อนได้ เหมือนใช้เลนส์ 24-73mm แบบกล้องจริง ภาพบุคคลคม สวยงามครับ
งานภาพนิ่งยอดเยี่ยม งานภาพเคลื่อนไหวก็ระดับสูงยัง เพราะรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 60fps Dolby Vision ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ฉะนั้นเรื่องถ่ายทำคอนเทนต์เชื่อมือได้เลยว่า คมชัด ภาพสวย แน่นอน
ดีไซน์กะทัดรัด บุคลิกแฟลกชิป
จุดเด่นของ OPPO Find X9s ที่ต่างจากรุ่น Ultra ชัดเจนคือแนวคิดด้านดีไซน์ รุ่นนี้ถูกวางเป็น compact flagship เต็มตัว เน้นความคล่องตัวมากกว่าความอลังการ แต่ยังรักษาภาษาการออกแบบของ Find Series ไว้ครบ ทั้งโมดูลกล้องสไตล์ Hasselblad และงานประกอบที่ยังให้ความรู้สึกเป็นเรือธงชัดเจน
ตัวเครื่องมีขนาด 156.98 x 73.93 x 7.99 มม. น้ำหนัก 202 กรัม ซึ่งถือจับถนัดมือ ขอบโลหะตัดเหลี่ยม รูปทรงแข็งแรง นี่เป็นหนึ่งในเสน่ห์ของ OPPO Find X9s เพราะได้ฟอร์มแฟลกชิป แต่ไม่เทอะทะ เหมาะกับคนที่อยากได้มือถือกล้องดีแต่ไม่อยากพกเครื่องใหญ่ๆ
เรื่องสีสัน OPPO วางรุ่นนี้ในโทนที่เน้นภาพลักษณ์พรีเมียม มินิมอล ดูหรู และทันสมัย ทำให้บุคลิกของ OPPO Find X9s ต่างจาก OPPO Find X9 Ultra ที่ออกแนว camera-centric อย่างชัดเจนมากๆ
ด้านความทนทาน รุ่นนี้ได้มาตรฐาน IP66, IP68 และ IP69 พร้อมรับรอง SGS Premium Performance 5 Stars ด้านความทนทานต่อแรงกระแทก ให้ระดับความอึดมาเต็ม ไม่ได้ลดทอนตามขนาด เพราะถ้าได้ลองสัมผัสตัวเครื่องจริงจะรู้เลยว่างานประกอบและวัสดุมันพรีเมียมมากขนาดไหน
กระจกหน้าจอเป็น Corning Gorilla Glass 7i , รองรับการสแกนลายนิ้วมือแบบ 3D Ultrasonic Fingerprint Scanner แสกนได้แม่นยำแม้มือเปียก และรองรับ Splash Touch เหมือนรุ่นใหญ่ ลุยได้แม้ที่เปียกชื้น
ภาพรวมงานออกแบบของ Find X9s จึงเป็น Ultra ที่เล็กลง เป็นแฟลกชิปในอีกบุคลิกหนึ่ง — เบากว่า คล่องตัวกว่า จับง่ายกว่า เอาไปเที่ยวได้สนุก เต็มไปด้วยความพรีเมียมและดีเอ็นเอสายกล้องของซีรีส์ไว้ครบ
โดยสีของ OPPO Find X9s มีเข้ามาให้เลือกถึง 3 สี มีเอกลักษณ์โดดเด่นทุกสีเลยครับ
Sunset Orange เป็นโทนส้มอมชมพูที่ให้ฟีลอบอุ่น นุ่ม และมีความหรูอยู่ในตัว ผิวสัมผัสแบบด้าน ช่วยเสริมลุคพรีเมียมและทำให้สีนี้ดูโดดเด่น เหมาะกับคนที่อยากได้แฟลกชิปที่มีคาแรกเตอร์ของตัวเองแบบชัดเจนสักหน่อย ซึ่งเป็นสีเครื่องที่เห็นในรีวิวบทความนี้
Lavender Sky มาอีกทางด้วยโทนม่วงอ่อนผสมขาวที่อ้างอิงบรรยากาศท้องฟ้ายามเช้า ให้ความรู้สึกเบา สะอาด และดูละมุนกว่าเพื่อนในกลุ่ม
อีกสีคือ Midnight Grey เป็นโทนคลาสสิกสายเรียบ เน้นดูสุขุมในสไตล์แฟลกชิป สีเทาเข้มแบบด้านช่วยให้ตัวเครื่องดูมินิมอลและจริงจังกว่าอีกสองสี
OPPO Find X9s มีปุ่มพิเศษ Snap Key สำหรับเรียกใช้ AI Mind Sapce ติดตั้งมาให้เหมือนกัน ตั้งค่าเพื่อเรียกใช้งานฟังก์ชันอื่นได้ในการตั้งค่า
รุ่นนี้ใช้จอ 6.59 นิ้ว 120Hz LTPS AMOLED ความละเอียด 2760 x 1256 พิกเซล ความหนาแน่น 460 ppi พร้อมขอบจอสมมาตรเพียง 1.15 มม. ทำให้ได้ทั้งความคมและสัดส่วนที่ถือใช้งานมือเดียวได้คล่อง
ด้านคุณภาพจอยังให้มาระดับเรือธง ทั้งความสว่างสูงสุด 3600 นิต รองรับสี 10-bit , DCI-P3 เต็มช่วง, 3840Hz PWM Dimming , TÜV Rheinland Intelligent Eye Care 5.0
ลำโพงสเตอริโอคู่ เสียงดังชัดเจน ใช้งานในห้องไม่ต้องง้อลำโพง ตัวเล็กเสียงแน่น ภาพสวย จอและลำโพงดูดีมาก
อีกจุดที่น่าสนใจคือตัวแค่นี้แต่แบตเตอรี่ 7025mAh เป็น Silicon-Carbon Battery ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับมือถือขนาดนี้
ระบบชาร์จก็ยังให้มาครบ ทั้ง 80W SUPERVOOC ชาร์จไวผ่านสาย, รองรับ 55W USB-PD Fast Charging และ Reverse Wired Charging แค่ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย AIRVOOC แบบรุ่นใหญ่
รองรับ 5G สองซิมการ์ด และรองรับ eSim มีระบบ AI LinkBoost ช่วยจัดการสัญญาณ เพิ่มความนิ่งและจับสัญญาณใหม่ได้เร็ว พร้อมรองรับ Wi-Fi 7 พร้อม Bluetooth 6.0 เทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สายก็เป็นเรือธงครบชุด
OPPO Find X9s ชิปเรือธง ประสิทธิภาพแรง ColorOS 16 ฟังก์ชันครบ!
แม้ OPPO Find X9s จะมาในบทบาท compact flagship แต่รุ่นนี้ใช้ชิป Dimensity 9500s ระดับเรือธงของทางค่าย MediaTek จับคู่หน่วยความจำ LPDDR5X และสตอเรจ UFS 4.1 พร้อมตัวเลือก RAM สูงสุด 16GB RAM + ROM 1TB
ฝั่งซอฟต์แวร์ใช้ ColorOS 16 บน Android 16 ซึ่งแทบยกประสบการณ์มาจากรุ่น Ultra เกือบทั้งหมด ทั้งความลื่นของระบบ, Seamless Animation, AI Mind Space, AI Mind Pilot, Live Space ไปจนฟีเจอร์ด้าน AI productivity ต่าง ๆ ทำให้ประสบการณ์ใช้งานจริงแทบไม่รู้สึกว่ากำลังใช้รุ่นน้องในซีรีส์
ประสิทธิภาพการใช้งานระดับสูง เล่นได้ทุกเกม ลื่นไหลทุกแอปพลิเคชั่นครับ Dimensity 9500s รันได้หมด และบนหน้าจอที่สวยมาก ภาพคม รองรับ Dolby Vision ลำโพงคู่เสียงดี เจ้าตัวนี้คือคอมแพกตัวแรง คล่องตัวแต่ประสิทธิภาพสูงจริงๆ ครับ
นี่เป็นจุดแข็งของ OPPO Find X9s เลย เพราะแม้กล้องและฮาร์ดแวร์บางส่วนจะเลือกสมดุลต่างจาก Ultra แต่ประสบการณ์ซอฟต์แวร์และความฉลาดของระบบแทบไม่ได้ถูกลดทอน ทำให้รุ่นนี้ให้ฟีล flagship ครบเครื่องอยู่ชัดเจน
และสำหรับหลายคน ที่ต้องการเครื่องสำหรับใช้งานทั่วไป ไม่ได้เน้นเฉพาะทางด้านกล้อง แต่อยากได้เครื่องสวย หรู ทนทาน พกพาง่าย OPPO Find X9s ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ว่า และเป็นเรือธงที่ดีที่สุดในแบบของมันเองเช่นกันครับ
สรุปท้ายรีวิว OPPO Find X9 Ultra และ OPPO Find X9s
OPPO Find X9 Ultra และ OPPO Find X9s เป็นแฟลกชิปที่เหมือนใช้แนวคิดเดียวกัน แต่ตีความออกมาคนละทางชัดเจน รุ่น Ultra ไปสุดในแนวคิดมือถือสายถ่ายภาพ ตั้งแต่ระบบกล้อง Hasselblad Master 5 ตัว, ซูมออปติคอล 10 เท่ารุ่นแรกของอุตสาหกรรม , เซนเซอร์คู่ 200MP, ฟีเจอร์วิดีโอระดับโปร ไปจนฮาร์ดแวร์ระดับเรือธงที่ออกแบบมาเผื่องานหนักจริง ๆ มันคือมือถือสำหรับคนที่อยากได้ “ที่สุด” ทั้งเรื่องกล้องและศักยภาพในการสร้างสรรค์
ส่วน OPPO Find X9s เป็นแฟลกชิปอีกบุคลิกหนึ่ง ที่เน้นสมดุลระหว่างกล้อง ประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ และขนาดเครื่อง เพื่อความคล่องตัวสำหรับสายท่องเที่ยวและการทำคอนเทนต์ได้อย่างอิสระ ด้วยเครื่องที่มีประสิทธิภาพจากชุดกล้อง Hasselblad สามตัว, แบต 7025mAh, และประสบการณ์ที่ดีจาก ColorOS 16 เหมาะกับคนที่อยากได้แฟลกชิปกะทัดรัด ครบเครื่อง ติดตัวไปได้ทุกโอกาสไม่ว่าจะเป็นเรื่องสนุกหรือใช้ครีเอทสิ่งใหม่ๆ ก็พร้อมทุกที่ทุกเวลา
ถ้าจะนิยามสั้น ๆOPPO Find X9 Ultra เหมาะกับคนที่จริงจังกับกล้องและอยากได้ camera flagship เต็มรูปแบบ ครบจบไม่ค้างคา ตั้งแต่คนรักการถ่ายภาพไปจนถึงระดับมืออาชีพ รุ่นนี้ยอดเยี่ยมที่สุดในตลาดขณะนี้ ส่วน OPPO Find X9s เหมาะกับคนที่อยากได้ flagship ที่ครบ สมดุล และใช้งานทุกวันได้คล่องตัว ไม่ว่าจะไปเที่ยวหรือติดตัวไปทำคอนเทนต์ ตัวเครื่องสวย พกง่าย แต่ทรงพลัง ซึ่งเป็นจุดขายในตัวเองอย่างชัดเจน
และนั่นทำให้ความน่าสนใจของ OPPO Find X9 Series ปีนี้ ไม่ได้อยู่ที่รุ่นไหนคือตัวท็อป แต่ OPPO ทำให้แฟลกชิปสองรุ่นนี้ตอบโจทย์คนละแบบได้ชัดเจนพอ จนทั้งสองรุ่น กลายเป็นสมาร์ตโฟนที่ยอดยี่ยมตามสไตล์การใช้งานที่ต่างกัน
ราคาและโปรโมชั่น
สำหรับลูกค้าที่ซื้อ OPPO Hasselblad Earth Explorer Kit ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 จะได้รับสิทธิพิเศษ ดังต่อไปนี้
• Compact Photography Shoulder Bag มูลค่า 2,999 บาท • Bundle Promotion ลด 1,000 บาท เมื่อซื้อโทรศัพท์รุ่น OPPO Find X9 Ultra
ราคา OPPO Find X9s
• 12GB + 256GB ราคา 29,999 บาท
• 12GB + 512GB ราคา 34,999 บาท