TSMC ออกแถลงการณ์ด่วนยืนยันว่าโบนัสพนักงานปี 2026 จะ “ไม่ถูกลดลง” และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อน หลังเกิดกระแสไม่พอใจในกลุ่มพนักงานเกี่ยวกับแผนลดโบนัส 20–30% จนเริ่มมีการพูดถึงการประท้วงคล้ายกรณี Samsung ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้
เหตุการณ์นี้สะท้อนอีกด้านของอุตสาหกรรมชิปโลก เมื่อธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการต่อรองของพนักงานก็เริ่มสูงขึ้นตาม โดยเฉพาะในบริษัทที่กำลังเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ AI อย่าง TSMC
กระแสความไม่พอใจเริ่มต้นจากข่าวลือในกลุ่ม Facebook ของพนักงาน TSMC ว่าบริษัทอาจลดโบนัสพนักงาน แม้ผลประกอบการของบริษัทจะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม
รายงานระบุว่า CEO ของ TSMC เคยให้ความเห็นว่าโบนัสของพนักงาน “สูงเกินไป” และอาจสร้างภาพลักษณ์ด้านลบต่อสังคม พร้อมเสนอแนวคิดลดโบนัสลงราว 20–30% ทำให้พนักงานจำนวนมากไม่พอใจอย่างหนัก
บางส่วนเริ่มเปรียบเทียบสถานการณ์กับกรณีของ Samsung Electronics ในเกาหลีใต้ ที่เคยเกิดการประท้วงและหยุดงานจากความขัดแย้งด้านค่าตอบแทนและสภาพการทำงาน จนส่งผลต่อราคาหุ้นและสร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศ
สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้ร้อนแรงยิ่งขึ้น คือช่วงเวลาที่ข่าวลือดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะ TSMC กำลังอยู่ในช่วงที่ธุรกิจเติบโตสูงสุดจากกระแส AI และความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงทั่วโลก
ในไตรมาส 1 ปี 2026 บริษัททำกำไรเพิ่มขึ้นถึง 58% เมื่อเทียบกับปีก่อน มีรายได้ระดับ 572.5 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 6.7 แสนล้านบาท ขณะเดียวกัน TSMC ก็กำลังเร่งสร้างโรงงานผลิตชิปใหม่มากถึง 12 แห่งทั่วโลก เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่การขยายกำลังผลิตระดับนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ทำให้มีการมองว่าบริษัทอาจพยายามควบคุมต้นทุนบางส่วน รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านโบนัสพนักงาน
อย่างไรก็ตาม สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยุค AI “แรงงานทักษะสูง” กลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญไม่แพ้เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีอีกต่อไป โดยเฉพาะวิศวกรสายการผลิตและบุคลากรด้านกระบวนการผลิตขั้นสูงที่หาคนแทนได้ยาก
เมื่อบริษัทเติบโตเร็ว กำไรเพิ่มต่อเนื่อง และมีความต้องการแรงงานสูง พนักงานก็เริ่มมีอำนาจต่อรองมากขึ้นตามไปด้วย เพราะบริษัทไม่สามารถเสี่ยงให้เกิดการหยุดงานหรือสูญเสียบุคลากรหลักได้ง่าย ๆ
TSMC เองก็ดูเข้าใจแรงกดดันนี้ เพราะหลังเกิดกระแสต่อต้านเพียงไม่กี่วัน บริษัทรีบออกแถลงการณ์ 2 ข้อ ยืนยันว่าโบนัสปีนี้จะไม่ลดลง และยังมั่นใจว่าจะเติบโตมากกว่าปีก่อน เพื่อสยบความไม่พอใจของพนักงานก่อนลุกลาม
กรณีนี้ยังสะท้อนว่า ในยุคที่อุตสาหกรรม AI กำลังแข่งขันกันอย่างหนัก บริษัทเทคโนโลยีอาจไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องเทคโนโลยีหรือกำลังผลิตอีกต่อไป แต่รวมถึง “การรักษาคนเก่ง” ที่กลายเป็นต้นทุนสำคัญที่สุดของธุรกิจด้วย









