Starbucks ตัดสินใจยุติการใช้งานระบบ AI สำหรับจัดการสต็อกในร้านทั่วอเมริกาเหนือ หลังใช้งานเพียง 9 เดือน เพราะระบบทำงานผิดพลาดบ่อย ทั้งนับจำนวนสินค้าผิด มองไม่ออกว่าผลิตภัณฑ์ไหนเป็นอะไร และรายงานสต็อกคลาดเคลื่อนจนพนักงานต้องแก้ไขเองตลอด สุดท้ายบริษัทต้องกลับไปใช้การนับสต็อกแบบแมนนวล พร้อมปรับปรุงระบบเติมสินค้าแทน
AI ที่ควรช่วยงาน แต่กลับสร้างปัญหาให้พนักงานมากกว่า
ระบบ AI ของ Starbucks ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยนับสต็อกอัตโนมัติ โดยใช้กล้องและแท็บเล็ตที่มี LIDAR สแกนวัตถุดิบและเครื่องดื่มในร้าน เป้าหมายคือช่วยลดของขาดสต็อกและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในร้าน
แต่ในความเป็นจริง ระบบกลับทำงานผิดพลาดบ่อย เช่น
- นับจำนวนผิด
- แยกประเภทนมผิด
- มองข้ามสินค้าบางอย่าง
- รายงานสต็อกไม่ตรงกับของจริง
จนพนักงานต้องเสียเวลาตรวจสอบและแก้ไขเอง ทำให้ระบบกลายเป็นภาระมากกว่าประโยชน์
รายงานจาก Reuters ระบุว่าพนักงานบางคนถึงขั้น “ดีใจ” เมื่อรู้ว่าระบบนี้ถูกถอดออกจากร้านแล้ว
Starbucks ยอมรับความจริง: กลับไปนับสต็อกด้วยมือ
แม้ Starbucks เคยอ้างว่าระบบนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมสต็อกได้ดีขึ้น แต่เมื่อใช้งานจริงกลับไม่เสถียรพอ บริษัทจึงประกาศยุติโครงการ และกลับไปใช้การนับสต็อกแบบแมนนวล พร้อมปรับปรุงระบบเติมสินค้าและการจัดการสต็อกให้เป็นมาตรฐานมากขึ้นในทุกสาขา
บทเรียนสำคัญ: งานง่าย ๆ สำหรับมนุษย์ อาจยากสำหรับ AI ในโลกจริง
สิ่งที่น่าสนใจคือ “การนับสต็อก” ถือเป็นงานที่บริษัทเทคโนโลยีมักอ้างว่า AI ควรทำได้ง่ายที่สุด เพราะเป็นงานซ้ำ ๆ และมีโครงสร้างชัดเจน
แต่เมื่อระบบต้องเจอกับสภาพร้านจริงที่มี
- แสงเปลี่ยนตลอดวัน
- สินค้าหน้าตาคล้ายกัน
- พนักงานเดินไปมา
- สภาพแวดล้อมไม่เป็นระเบียบเหมือนในเดโม
AI ก็เริ่มทำงานผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง
Digital Trends ระบุว่านี่เป็นตัวอย่างคลาสสิกของ “AI ที่ทำงานได้ดีในเดโม แต่พังในโลกจริง” การแทนที่มนุษย์ในงานจริงนั้นยากกว่าที่บริษัทเทคโนโลยีมักพูดไว้มาก









