Carl Pei ซีอีโอของ Nothing เปิดเผยว่าปัจจุบัน RAM และหน่วยความจำภายในกลายเป็นต้นทุนที่แพงที่สุดของการผลิตสมาร์ตโฟน แซงหน้าชิปเซ็ตไปแล้ว หลังราคา DRAM และ NAND ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2026 จากความต้องการของอุตสาหกรรม AI ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายแบรนด์ต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น
ในบทความนี้
RAM และ Storage กลายเป็นต้นทุนหลักของสมาร์ตโฟน
Carl Pei ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Nothing โพสต์ผ่าน X เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ระบุว่าต้นทุนของ RAM และ Storage รวมกันสามารถคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของต้นทุนการผลิตสมาร์ตโฟนทั้งเครื่องในปัจจุบัน
เขายกตัวอย่าง Nothing Phone (4a) ซึ่งมีต้นทุนหน่วยความจำเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าระหว่างช่วงเริ่มพัฒนาเครื่องจนถึงวันเปิดตัว และหลังจากวางจำหน่ายแล้ว ราคายังคงเพิ่มขึ้นอีกประมาณสองเท่า
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนมากขึ้น และส่งผลต่อราคาขายปลีกของสมาร์ตโฟนในหลายตลาดทั่วโลก
กระแส AI ดันราคา DRAM พุ่ง
หนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับระบบ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงปี 2026 ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI และศูนย์ข้อมูลทั่วโลกต้องการ DRAM และหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงจำนวนมาก ส่งผลให้ซัพพลายตึงตัว ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนไม่สามารถสั่งซื้อชิ้นส่วนได้ตามต้องการเหมือนในอดีต และต้องยอมรับโควตาการจัดส่งที่จำกัด รวมถึงต้นทุนที่สูงขึ้น
นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมระบุว่าราคา DRAM ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 10-30% หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับรุ่นและระดับของสมาร์ตโฟน
มือถือหลายรุ่นเริ่มแพงขึ้นแล้ว
Pei ระบุว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมาร์ตโฟนหลายรุ่นที่เปิดตัวใหม่มีราคาสูงกว่ารุ่นก่อนหน้าประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,300 บาท
ผลกระทบดังกล่าวเห็นได้ชัดในกลุ่มสมาร์ตโฟนระดับเริ่มต้นและระดับกลาง ซึ่งมีอัตรากำไรต่อเครื่องไม่สูงมาก ทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อราคาขายได้ง่ายกว่ากลุ่มเรือธง
สำหรับ Nothing เอง บริษัทได้ปรับราคา Nothing Phone (4a) และ Phone (4a) Pro ในหลายประเทศหลังเปิดตัวได้ไม่นาน เนื่องจากต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนลดมือถืออาจหายากขึ้นในอนาคต
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือผู้บริโภคอาจเริ่มเห็นโปรโมชั่นลดราคาแรง ๆ น้อยลงกว่าที่เคย
เมื่อผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น การทำส่วนลดจำนวนมากอาจไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มค่าเหมือนในอดีต โดยเฉพาะในตลาดที่มีการแข่งขันด้านราคาอย่างหนัก
Pei ถึงกับแนะนำแบบตรงไปตรงมาว่า หากกำลังวางแผนอัปเกรดสมาร์ตโฟน “เวลาที่ดีที่สุดคือเมื่อวาน ส่วนเวลาที่ดีที่สุดรองลงมาคือตอนนี้” เพราะมีโอกาสที่ราคาสมาร์ตโฟนจะสูงขึ้นอีกในอนาคต
ผลกระทบไม่ได้เกิดกับสมาร์ตโฟนเท่านั้น
ผลกระทบจากราคาหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดสมาร์ตโฟนเท่านั้น
Pei ยกตัวอย่างโน้ตบุ๊ก Lenovo ThinkBook 16 ที่ใช้ชิป AMD Ryzen 5 7535HS ซึ่งเขาพบว่าราคาบน Amazon ปรับเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2026
นั่นหมายความว่าผู้บริโภคอาจเริ่มเห็นราคาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายประเภทปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ก พีซี หรืออุปกรณ์ AI ต่าง ๆ ที่ต้องใช้หน่วยความจำจำนวนมาก
ข้อมูลจาก Nothing ทำให้เห็นว่าปัจจุบัน RAM และ Storage กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดต้นทุนของสมาร์ตโฟนมากกว่าที่เคยเป็นมา การแข่งขันด้าน AI กำลังดึงทรัพยากรจากตลาดอุปกรณ์ผู้บริโภค ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น และผู้บริโภคอาจต้องเตรียมรับมือกับยุคที่สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่มีราคาแพงขึ้น พร้อมโปรโมชั่นลดราคาที่น้อยลงกว่าเดิม








