Samsung มีรายงานว่าเตรียมปรับขึ้นราคาชิปหน่วยความจำ DRAM สำหรับลูกค้าตามสัญญาสูงสุดถึง 20% ในไตรมาส 3 ปี 2026 หลังความต้องการชิปสำหรับระบบ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังการผลิตถูกจัดสรรไปยังตลาดองค์กรมากกว่าฝั่งอุปกรณ์ผู้บริโภค และมีแนวโน้มที่ต้นทุนดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังราคาสมาร์ตโฟน โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์ไอทีรุ่นใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง
รายงานจาก Yicai ซึ่งอ้างข้อมูลผ่านนักวิเคราะห์ Jukan ระบุว่า ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์หลายรายได้รับการแจ้งด้วยวาจาจาก Samsung เกี่ยวกับการปรับขึ้นราคาชิป DRAM สำหรับสัญญาซื้อขายรอบใหม่ โดยเฉลี่ยสูงสุดถึง 20% ในไตรมาส 3 ปี 2026
การปรับขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการต่อเนื่องจากการเพิ่มราคาตลอดปีที่ผ่านมา เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังได้รับแรงหนุนอย่างมากจากกระแสการลงทุนด้าน AI Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์
AI ดึงกำลังผลิตจากตลาดผู้บริโภค
ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลกต่างเร่งลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI ส่งผลให้ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำต้องจัดสรรกำลังการผลิตไปยังชิปประสิทธิภาพสูงที่ให้กำไรดีกว่า เช่น ชิปสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI
ผลที่ตามมาคือปริมาณการผลิตชิป DRAM และ NAND Flash สำหรับสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปลดลง จนเกิดภาวะอุปทานตึงตัวและผลักดันให้ราคาสูงขึ้น
ก่อนหน้านี้ ราคาเฉลี่ยของ DRAM ได้ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 90% ในช่วงต้นปี 2026 ก่อนจะเพิ่มขึ้นอีกราว 50% ในไตรมาสที่ผ่านมา และหากมีการปรับขึ้นอีก 20% ตามรายงาน ก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนหน่วยความจำสูงกว่าระดับเดิมอย่างมาก
LPDDR5X และ NAND Flash ก็ปรับขึ้นตาม
บริษัทวิจัยตลาด TrendForce คาดว่าราคาสัญญาซื้อขาย DRAM สำหรับตลาดผู้บริโภคโดยรวมจะเพิ่มขึ้นประมาณ 13-18% แม้อุปสงค์ฝั่งค้าปลีกเริ่มชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ชิป LPDDR5X ขนาด 8GB ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายในสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์พกพารุ่นใหม่ มีแนวโน้มถูกปรับขึ้นเต็ม 20%
ขณะเดียวกัน ราคาชิปเก็บข้อมูล NAND Flash ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกราว 10-15% ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ทั้งหน่วยความจำ RAM และพื้นที่เก็บข้อมูลมีต้นทุนสูงขึ้นพร้อมกัน
มือถือ โน้ตบุ๊ก และการ์ดจออาจได้รับผลกระทบ
แม้ว่าผู้ผลิตบางรายจะสามารถรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ในระยะสั้น แต่แบรนด์เทคโนโลยีหลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณว่าจะไม่สามารถดูดซับต้นทุนทั้งหมดได้อีกต่อไป
รายงานระบุว่า บริษัทอย่าง Lenovo และ Apple ต่างยอมรับว่าต้นทุนชิปที่เพิ่มขึ้นทำให้มีโอกาสต้องสะท้อนมายังราคาสินค้าปลายทางในอนาคต
นั่นหมายความว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ผู้บริโภคอาจเห็นการเปิดตัวสมาร์ตโฟน โน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป รวมถึงการ์ดจอรุ่นใหม่ในราคาที่สูงขึ้น หรือผู้ผลิตอาจเลือกคงสเปก RAM ไว้ในระดับเดิมเพื่อควบคุมราคาจำหน่าย
ตลาดผู้บริโภคอาจชะลอตัว
นักวิเคราะห์มองว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากชะลอการอัปเกรดอุปกรณ์ ส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคเติบโตช้าลงในช่วงที่เหลือของปี
ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการชิปจากอุตสาหกรรม AI ยังคงแข็งแกร่ง และตราบใดที่ผู้ผลิตยังให้ความสำคัญกับตลาดองค์กรซึ่งสร้างกำไรได้มากกว่า แนวโน้มราคาหน่วยความจำสำหรับอุปกรณ์ผู้บริโภคก็อาจยังอยู่ในระดับสูงต่อไป







