แชร์ไปก็ไม่ได้ช่วย!! มาดูวิธีป้องกันไม่ให้ใครเอารูปหรือข้อมูลที่เราโพสจาก Facebook ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตกันดีกว่า!

Advertisements
Advertisements

โลกเราในปัจจุบันนี้เสรีขึ้น ข้อมูลต่างๆ เองก็เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นเช่นเดียวกัน วันนี้ APPDISQUS เองตื่นเช้ามาพบกับแชร์ลูกโซ่หรืออะไรก็ตามที่กำลังระบาดอยู่บนหน้าฟีดของ Facebook ด้วยข้อความในลักษณะประมาณว่าขอไมม่ให้สิทธิ์อนุญาต Facebook ในการนำข้อมูลหรือรูปภาพเราไปใช้ ถ้าเอาให้ตรงประเด็นก็ต้องบอกว่าแชร์ไปก็ไม่ช่วย เพราะคุณให้สิทธิ์ต่างๆ ไปแล้วตอนสมัครสมาชิก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Facebook เองก็ไม่ได้โกง เขามีทางแก้ให้คุณว่าจะทำยังไงให้จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงหรือการนำเอาข้อมูลส่วนนี้ไปใช้ วันนี้ APPDISQUS ขอมาชี้แจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมกันดีกว่า

Facebook Share Problem

ก่อนอื่นเลย เรากลับไปอ่านเงื่อนไขการใช้งาน Facebook กันใหม่และทำความเข้าไจไปพร้อมๆ กันก่อนนะ (เงื่อนไขการใช้งาน Facebook ที่เราต้องยอมรับ)

fbtermthai

พุ่งตรงไปที่ประเด็น มุ่งไปดูตรงข้อ 2. Sharing Your content and Information หรือ การแชร์เนื้อหาและข้อมูลของคุณ กันเลยก็แล้วกัน คุณจะเห็นว่าการที่คุณตกลงใช้บริการ Facebook นั้น คุณได้ให้สิทธิ์อะไรกับ Facebook ในการใช้ข้อมูลส่วนตัวของคุณไปบ้าง ลองอ่านดูอีกครั้งหนึ่งแล้วทำความเข้าใจกับมันว่า Facebook เองสามารถทำอะไรได้บ้างจากข้อมูลหรือรูปภาพที่คุณแชร์ และข้อที่คุณจำเป็นต้องให้ความสำคัญที่สุดนั้นคือข้อ 4 ซึ่ง Facebook เองได้ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้ว

4. เมื่อคุณเผยแพร่เนื้อหาหรือข้อมูลโดยใช้การตั้งค่าสาธารณะ นั่นหมายความว่าคุณอนุญาตให้ทุกคน รวมทั้งผู้คนนอก Facebook เข้าถึงและใช้งานข้อมูลนั้น ตลอดจนเชื่อมโยงข้อมูลนั้นกับคุณ (ได้แก่ ชื่อและรูปประจำตัวของคุณ)

อ่านจบแล้วให้ย้อนกลับไปทำความเข้าใจกับข้อ 1 ใหม่อีกครั้ง

1. สำหรับเนื้อหาที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เช่น รูปถ่ายและวิดีโอ (เนื้อหา IP) คุณให้การอนุญาตเราเป็นการเฉพาะดังต่อไปนี้ โดยขึ้นอยู่กับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและการตั้งค่าแอพพลิเคชันของคุณ: คุณให้ใบอนุญาตแก่เราซึ่งเป็นแบบไม่เฉพาะตัว ถ่ายโอนได้ ให้ใบอนุญาตต่อได้ ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ และครอบคลุมทั่วโลกสำหรับการใช้เนื้อหา IP ใดๆ ที่คุณโพสต์ลงบน Facebook หรือที่มีความเกี่ยวข้องกับ Facebook (ใบอนุญาต IP) ใบอนุญาต IP นี้จะสิ้นสุดลงเมื่อคุณลบเนื้อหา IP หรือบัญชีผู้ใช้ของคุณออก ยกเว้นในกรณีที่เนื้อหาของคุณถูกแชร์กับผู้อื่นไปแล้วและบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ลบเนื้อหานั้นออก

คุณจะเห็นว่า คุณได้ตกลงให้สิทธิ์อะไรกับ Facebook ไปแล้วบ้าง และโพสและรูปภาพของคุณจะตกอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแบบใด แต่ทั้งนี้ Facebook ก็ยังระบุอีกว่า คุณสามารถตั้งค่าแก้ไขการอนุญาตและความเป็นส่วนตัวเหล่านี้ได้ นั่นล่ะครับคือวิธีการแก้ไขปัญหาเรื่องการเอาข้อมูลไปใช้อย่างถูกวิธี หากคุณไม่ต้องการใช้ Facebook หรือใครเอาข้อมูลของคุณไปใช้ก็เข้าไปตั้งค่าการแสดงผลของโพสคุณซะใน การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว หรือ Privacy Settings ของบัญชี Facebook คุณนั่นเอง

อีกอย่างที่ต้องระวังและอ่านให้ดุคือข้อ 2. ซึ่ง Facebook ได้ระบุชัดเจนว่า เมื่อคุณลบเนื้อหาของคุณ มันจะถูกลบออกจากเซิร์ฟเวอร์หลักด้วยในทันที แต่ทั้งนี้เนื่องจาก Facebook และแทบทุกเว็บไซต์ในโลกต้องมีระบบสำรองข้อมูลของตัวเองเอาไว้ ดังนั้น ข้อมูลของคุณ “อาจ” จะยังอยู่ในระบบสำรองข้อมูลนั้นๆ แต่จะถูกลบออกเองเมื่อถึงเวลา

คัดมาเพื่อคุณ

facebookprivacy

จากรูป ในแถบ “ความเป็นส่วนตัว” คุณสามารถตั้งค่า “ใครบ้างที่สามารถเห็นเนื้อหาของฉันได้” ในโพสต่อๆ ไปของคุณเอง โดย Facebook มีออฟชั่นให้เลือกหลักๆ 3 อย่าง คือ “สาธารณะ” (ซึ่งจะเข้าข่ายใครก็เข้าถึงและนำไปใช้ได้ รวมทั้ง Facebook), “เพื่อน” และ “เฉพาะฉัน” นั่นเอง แน่นอนว่าหากคุณไม่ต้องการใช้ใครเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ก็เลือก “เฉพาะฉัน” เสีย ซึ่งก็จะไม่มีใครเห็นโพสคุณเลยนอกจากตัวคุณเอง

ดังนั้นแทนที่เราจะมาแชร์ข้อความหรือโพสลูกโซ่บน Facebook ให้รกฟีด หากคุณไม่ต้องการให้สิทธิ์การเข้าถึข้อมูลเหล่านั้นกับใคร คุณควรจะไปเปลี่ยนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของคุณเองดีกว่าหรือไม่? เพราะต่อให้คุณแชร์ข้อความหรือโพสลูกโซ่นี้จนเต็มฟีด หรือบางคนอาจหาญกล้าติดต่อ Facebook ไปโดยตรงมันก็คงไม่มีผลอะไร เพราะว่าคุณได้ยอมรับข้อตกลงของเขาก่อนใช้บริการแล้ว และ Facebook เองก็แฟร์พอมอบทางเลือกให้คุณได้จำกัดความเป็นส่วนตัวของตัวเองด้วย ดังนั้นก็เลือกใช้วิธีแก้ไขที่เหมาะสม และหันมาแชร์สิ่งที่ควรจะเป็นเรื่องสมควรกันแทนดีกว่านะครับ

หรือหากคุณยังกลัวการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัวในโลกยุคไอทีเช่นนี้ บางครั้งการลองลดละเลิกจากโซเชียลเน็ตเวิร์คเลยอาจจะเป็นทางแก้ไขที่ได้ผลและตรงจุดสำหรับคุณก็เป็นได้ เพราะไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม การเริ่มจากการเปลี่นแปลงตัวเองย่อมเป็นเรื่องง่ายกว่าการจะไปบอกให้ใครเปลี่ยนแปลงตัวตนของตัวเองเพื่อเรา จริงไหมล่ะครับ?

แต่ทั้งนี้สิ่งที่ APPDISQUS อยากฝากไว้ และมองว่าน่าจะเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่าคือการ “กดยอมรับการเข้าถึงข้อมูล” ของเราเวลาที่มีแอพพลิเคชั่นต่างๆ จากผู้สร้างรายอื่นๆ ขอเข้าถึงข้อมูลเราผ่านทาง Facebook นั่นต่างหาก APPDISQUS เองอยากให้เพื่อนๆ ตรวจทานและอ่านกันสักนิดว่าเขาเข้าถึงข้อมูลอะไรเราได้บ้าง และเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง เพราะอำนาจในการอนุญาตนั้นอยู่ในมือของคุณเอง หากไม่อยากอนุญาตเงื่อนไขไหนก็เอาออกซะ หลายๆ แอพพลิเคชั่นก็ยังเล่นหรือทำงานได้ปกติแม้ว่าเราจะไม่ให้สิทธิ์การเข้าถึงอย่างเต็มๆ ตามที่แอพพลิเคชั่นนั้นๆ ร้องขอมาก็ตาม

View Comments (0)

Leave a Reply