คุณกำลังอ่าน
รีวิว iPhone 8 Plus: เร็วขึ้น แรงขึ้น สวยขึ้น แต่ควรเปลี่ยนหรือไม่?

รีวิว iPhone 8 Plus: เร็วขึ้น แรงขึ้น สวยขึ้น แต่ควรเปลี่ยนหรือไม่?

Alex
iPhone 8 Plus Review

Apple เปิดตัว iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPhone X ไปล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยสำหรับ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus นั้นได้เปิดจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วน iPhone X นั้นเพิ่งที่จะเปิดให้มีการจองกันไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

iPhone 8 Plus นั้นกำลังจะจำหน่ายในบ้านเราในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 นี้ และแน่นอนว่าด้วยความที่มันเป็นผลิตภัณฑ์ iPhone ตัวใหม่ล่าสุดของตลาด ณ ตอนนี้ ดังนั้นการจะบอกว่ามันเป็น iPhone ที่ดีที่สุดในตอนนี้นั้นจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องเกินจริงอะไร อย่างน้อยๆ ก็จนกว่าที่ iPhone X จะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่เจ้า iPhone 8 Plus นั้นจะดีที่สุดและดีมากพอที่จะทำให้เราต้องยอมเสียเงินสามหมื่นกลางๆ ในการอัพเดตหรือไม่นั้น วันนี้ APPDISQUS จะพาเพื่อนๆ มาค้นหาคำตอบกันกับรีวิว iPhone 8 Plus สมาร์ทโฟนที่เร็วขึ้น แรงขึ้น สวยขึ้น และความสามารถมากขึ้นจาก Apple

ตัวเครื่องภายนอก

iPhone 8 Plus นั้นยังคงหน้าตาเดิมจาก iPhone 7 Plus เอาไว้แทบทั้งหมดเลยทีเดียว โดยหากคุณซื้อมันมาใส่เคสแล้วคงเป็นเรื่องยากมากที่จะแยกมันออกจากกันได้ แต่หากไม่ใส่ไว้ในเคส ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดนั้นคือบริเวณฝาหลังของตัวเครื่องนั่นเอง โดยฝาหลังของ iPhone 8 Plus นั้นเปลี่ยนมาใช้เป็นวัสดุที่ทำมาจากกระจกเพื่อเพิ่มความสามารถในการชาร์จไร้สายให้กับ iPhone 8 Plus (เช่นเดียวกับ iPhone 8 ด้วย) ส่วนใน iPhone 7 Plus ลงมานั้นจะเป็นฝาหลังแบบโลหะนั่นเอง

นอกเหนือไปจากส่วนของฝาหลังแล้ว น้ำหนักของ iPhone 8 Plus ยังมากกว่า iPhone 7 Plus แบบรู้สึกได้อีกด้วย โดย iPhone 8 Plus นั้นมีขนาด 158.4 x 78.1 x 7.5 มม. และหนัก 202 กรัม ในขณะที่ iPhone 7 Plus นั้นมีขนาด 158.2 x 77.9 x 7.3 มม. และหนัก 188 กรัม ซึ่งหากดูจากตัวเลขหน้ากระดาษแล้วอาจไม่เห็นความแตกต่างกันมากนัก แต่เมื่อถือจริงนั้นน้ำหนักทำให้เรารู้สึกได้อย่างแน่นอนว่ามันหนักขึ้นอย่างชัดเจน

สิ่งหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือสีที่ต่างไปจากเดิม ซึ่ง iPhone 8 Plus ที่อเล็กซ์ถืออยู่นั้นเป็นเครื่องสีทองที่ความทองของสีต่างจากตัวเก่าอย่างเห็นได้ชัด โดยในตัวนี้จะออกเป็นสีทองชมพู แต่ก็จะไม่ชมพูชัดเจนเหมือนที่เราเห็นในสี Rose Gold ทั้งนี้บอกยากจริงๆ ว่าสาเหตุที่สีมันดูต่างไปอย่างชัดเจนนั้นเพราะอะไร แต่ส่วนหนึ่งคาดว่าเพราะการออกแบบหลังเครื่องที่เปลี่ยนเป็นกระจกจึงทำให้สีทองที่ออกมานั้นดูแปลกตาไปจากใน iPhone รุ่น Plus ตัวอื่นๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด

ในส่วนของหน้าจอนั้น iPhone 8 Plus และ iPhone 7 Plus แชร์หน้าจอในสเป็กที่เหมือนกันทั้งหมดเลยก็ว่าได้ โดย iPhone 8 Plus นั้นยังคงมีหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว LED-backlit IPS LCD ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (401 ppi) เรโชหน้าจอถึงขอบที่ 67.7% ซึ่งเป็นเหมือนกับ iPhone 7 Plus เด๊ะๆ แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปนั้นคือ iPhone 8 Plus มาพร้อมเทคโนโลยี True Tone Display จาก Apple ที่ช่วยปรับเปอร์เซ็นอุณหภูมิแสงหน้าจอให้ผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำและสบายตานั่นเอง ซึ่งในส่วนนี้อเล็กซ์เองก็ไม่มั่นใจว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้ iPhone 7 Plus ไม่มีเทคโนโลยี True Tone Display นี้มาด้วยนอกไปจากเรื่องของการตลาด

การจัดวางปุ่ม กล้อง และลำโพงนั้นออกแบบมาเหมือนกับ iPhone 7 Plus ทุกอย่างแบบแยกกันไม่ได้ นอกจากฟังก์ชั่นเพิ่มเติมในส่วนของผู้ใช้งานที่มีการเพิ่มให้กับ iPhone 8 Plus เช่นลูกเล่นใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับกล้องบน iPhone 8 Plus ที่มีหลากหลายและน่าใช้ขึ้นเยอะ

ประสบการณ์การใช้งาน

ประสบการณ์การใช้งานนั้นคงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดเมื่อเราจะพูดถึงประสิทธิภาพของมือถือสักตัวหนึ่งที่กำลังรีวิวอยู่ โดย iPhone 8 Plus นั้นมาพร้อมกับหน่วยประมวลผลตัวล่าสุดจาก Apple เช่นเดียวกับบน iPhone 8 และ iPhone X ซึ่งนั่นก็คือ A11 Bionic ที่เป็นซีพียู 6 หัว โดยมี 4 หัวเป็นซีพียูประสิทธิภาพสูง และอีก 2 หัวเป็นซีพียูประสิทธิภาพทั่วไป นอกจากนี้บน iPhone 8 Plus และ iPhone X นั้นยังมาพร้อมหน่วยประมวลผลช่วย M11 และ RAM ขนาด 3GB ด้วย

ตัวเลขหน้ากระดาษคงไม่สำคัญเท่าการใช้งานจริง ซึ่งก็ต้องบอกว่า iPhone 8 Plus นั้นใช้งานได้อย่างดีลื่นไหลไม่สะดุดบน iOS11 ที่มาพร้อมกับตัวเครื่องอยู่แล้ว และนั่นก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกใจอะไรกับอุปกรณ์ iOS แต่คำถามจริงๆ คือเมื่อเทียบความรู้สึกเหล่านั้นกับ iPhone 7 Plus ต่อการใช้งานจริงล่ะ? คำตอบที่ตรงไปตรงมาและชัดเจนที่สุดก็ต้องบอกว่าแทบไม่ได้รู้สึกต่างไปจากเดิมเลยทางด้านการใช้งาน ความไว และความลื่นไหล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ปัญหาของ iPhone 7 Plus อยู่แล้ว ดังนั้นหากไม่เอาตัวเลขมาเป็นเกณฑ์ใดๆ และเอาความรู้สึกมาพูดกันล้วนๆ ก็ต้องบอกว่า “ดีเหมือนเดิม”

สิ่งที่แตกต่างไปและเห็นได้ชัดน่าจะเป็นผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง Siri ที่บน iPhone 8 Plus iOS11 นั้นตอบสนองได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก บางคำสั่งที่โดยปกติเราจะเห็น Siri ต้องใช้เวลาในการประมวลผลพอประมาณนั้น มาบน iPhone 8 Plus แทบจะเรียกได้ว่าทำงานโต้ตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องรอประมวลผลเลย เช่นพวกคำสั่งเพิ่มบันทึกหรือนัดหมายต่างๆ ที่ตอบสนองไวมากจนรู้สึกเป็นธรรมชาติในการสื่อสารขึ้นเยอะ

ทั้งนี้ประสบการณ์การใช้งานโดยรวมหลักๆ นั้นคงเป็นเรื่องของ iOS11 ที่อัพเดตขึ้นมาให้ใช้งานได้หลากหลายและง่ายดายขึ้นมากกว่า ซึ่งในส่วนนี้ iPhone ตัวเก่าๆ เองที่ได้รับการอัพเดตอยู่ ถ้าไม่ติดเป็นรุ่นเก่าเกินไปนั้นก็ยังคงได้รับประสบการณ์ที่เหมือนกันกับบน iPhone 8 Plus นี้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้เกิดจากการอัพเกรดสเป็กของตัวเครื่อง iPhone 8 Plus สักเท่าไหร่นัก

แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดจากการอัพเกรดสเป็กเป็นชิปเซ็ต A11 Bionic นั้นคือเรื่องของ…การถ่ายภาพนั่นเอง

กล้องถ่ายรูป

สาเหตุของลูกเล่นกล้องและคุณภาพของภาพถ่ายที่ดียิ่งขึ้นนั้นไม่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงโมดูลกล้องแต่อย่างใด โดยทั้ง iPhone 8 Plus และ iPhone 7 Plus นั้นต่างก็ใช้กล้องหลังคู่ 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 สำหรับเลนส์กว้าง และ f/2.8 สำหรับเลนส์แคบเพื่องานซูมภาพ 2X แบบไม่เสียความละเอียดของภาพ ส่วนกล้องหน้านั้นมีความละเอียด 7 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 นั่นเอง

ความแตกต่างของกล้องระหว่าง iPhone 8 Plus และ iPhone 7 Plus หรือตัวเก่าๆ นั้นคือเรื่องความสามารถของหน่วยประมวลผล A11 Bionic ซึ่งในครั้งนี้มาพร้อม ISP (Image Signal Processer) เป็นตัวแรกของ iPhone ซึ่งทำหน้าที่ในการประมวลผลภาพในระดับพิกเซลได้ดีมากยิ่งขึ้น ตรงนี้เองที่เป็นจุดเปลี่ยนของคุณภาพของภาพถ่ายที่ถ่ายจาก iPhone 8 Plus ที่ทำได้ดียิ่งขึ้นอย่างชัดเจน

นอกจากคุณภาพรูปทั่วไปที่ดีขึ้นแล้ว หนึ่งในสิ่งที่อดพูดถึงไม่ได้เลยบน iPhone 8 Plus คือโหมด Portrait หรือการถ่ายรูปบุคคลที่มาพร้อมโหมดย่อยการให้แสงไฟแบบต่างๆ ลงไปอีกตั้งแต่ Natural Light (แสงธรรมชาติ) Studio Light (แสงสตูดิโอ) Contour Light (แสงคอนทัวร์) Stage Light (แสงเวที) และ Stage Light Mono (แสงเวทีแบบโมโนซึ่งเป็นลักษณะภาพขาวดำ) โดยทั้ง 5 โหมดย่อยนี้ยังคงเป็นเวอร์ชั่นเบต้าอยู่ในขณะที่ทดสอบ แต่ก็ต้องบอกว่าทำออกมาได้ดีและน่าสนใจมากทีเดียว ที่สำคัญคือถ่ายง่ายมาก ไม่ต้องเล็งให้วุ่นวายเหมือนประสบการณ์การใช้กล้องถ่ายภาพบุคคลบนมือถือเรือธงรุ่นอื่นเช่น Samsung Galaxy Note 8 และเอฟเฟ็คต่างๆ ใน Portrait Mode นั้นจะเป็นการแสดงแบบเรียลไทม์หรือเห็นจริงก่อนถ่ายเลย ไม่ได้มาทำเอาทีหลังจากการถ่ายไปแล้ว

ภาพถ่ายที่เราถ่ายด้วย Portrait Mode ทุกภาพนั้นสามารถนำมาปรับแสงในโหมดย่อย Portrait ได้ทีหลังผ่านทางแอพ Photo ของ Apple เลย โดยข้อกำหนดเดียวคือต้องเป็นรูปที่ถ่ายจาก Portrait Mode เท่านั้น

อีกหนึ่งอย่างที่ต้องชื่นชมคือความสามารถ Slow Sync Flash ซึ่งช่วยให้ภาพถ่ายที่ถ่ายพร้อมแฟลชออกมาดูธรรมชาติและสวยงามมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนมาก จากเดิมที่อเล็กซ์เองเป็นพวกไม่ชอบใช้แฟลชบนมือถือเลยเพราะมันให้แสงที่จ้าและไม่เป็นธรรมชาติมากและจะปิดมันเอาไว้ตลอดเวลา แต่พอได้มาลองแฟลชบน iPhone 8 Plus นั้นได้ข้อสรุปเลยว่าไม่จำเป็นต้องปิดแฟลชไว้อีกต่อไป เพราะต่อให้ iPhone 8 Plus ใช้แฟลชโดยอัตโนมัติวาบออกมา ภาพที่ได้ก็ยังคงได้แสงที่สวยตามสมควร ไม่วาบจ้าจนเกินไป ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างภาพถ่ายนี้

นี่แหละคือความน่าประทับใจที่ต้องพูดถึงมากๆ ในเจ้า iPhone 8 Plus ตัวล่าสุดนี้ และหากจะมีเหตุผลใดที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมจริงๆ ในการอัพเกรด iPhone 7 Plus ที่คุณใช้อยู่มาเป็น iPhone 8 Plus ก็เห็นจะเป็นเรื่องของความสามารถในการถ่ายรูปของมันนี่ล่ะครับ

และนี่คือตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ iPhone 8 Plus

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า (กล้องเซลฟี่) ของ iPhone 8 Plus

คัดมาเพื่อคุณ