ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจีนอย่าง OPPO และ vivo มีรายงานว่าปฏิเสธข้อเสนอการปรับขึ้นราคา DRAM ของ Samsung สำหรับไตรมาส 3 ปี 2026 แม้ว่าการขึ้นราคาครั้งนี้จะน้อยกว่าสองไตรมาสก่อนก็ตาม สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนชิ้นส่วนยังคงกดดันผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลก เหตุผลยังคงเป็นเพราะความต้องการชิปหน่วยความจำจากกระแส AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม
ตลาดหน่วยความจำยังคงอยู่ในช่วงราคาสูงเป็นประวัติการณ์ และ Samsung ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากอุปทานยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้บริษัทมีอำนาจในการกำหนดราคาสูงกว่าปกติ
รายงานล่าสุดระบุว่า OPPO และ vivo ซึ่งเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของจีน ได้ปฏิเสธข้อเสนอราคาชิป DRAM สำหรับไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ แม้ว่าการปรับขึ้นราคาจะน้อยกว่าที่ Samsung เคยปรับในช่วงสองไตรมาสที่ผ่านมา
DRAM (Dynamic Random Access Memory) คือหน่วยความจำหลักของสมาร์ทโฟน ใช้สำหรับเก็บข้อมูลที่ซีพียูกำลังประมวลผล ยิ่งสมาร์ทโฟนมีฟีเจอร์ AI การเล่นเกม และการทำงานหลายแอปพร้อมกันมากขึ้น ก็ยิ่งต้องใช้ DRAM ความจุสูงและประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้ต้นทุนของอุปกรณ์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
โดยเฉพาะในตอนนี้ ตลาด DRAM มีผู้ผลิตรายใหญ่จริง ๆ เพียงแค่ 3 ราย คือ
- Samsung
- SK hynix
- Micron
ทั้งสามบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากกว่า 90% ของโลก ขณะที่ความต้องการจากเซิร์ฟเวอร์ AI และศูนย์ข้อมูลยังสูงมาก ทำให้กำลังการผลิตส่วนใหญ่ถูกจองไว้ล่วงหน้า
การปฏิเสธครั้งนี้ของ OPPO และ vivo จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าการขึ้นราคาหน่วยความจำอาจถึงจุดที่ยอมรับได้ยาก และกำลังใช้การปฏิเสธข้อเสนอเป็นเครื่องมือต่อรองราคา มากกว่าจะตัดความสัมพันธ์กับ Samsung โดยสิ้นเชิง หากการเจรจาลงตัว ก็ยังมีโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับมาทำสัญญาซื้อขายกันตามปกติ
เพราะต่อให้ OPPO หรือ vivo ไม่ซื้อจาก Samsung ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหาซื้อจากคู่แข่งได้ในปริมาณที่ต้องการหรือในราคาที่ถูกกว่าเสมอไป เพราะ SK hynix และ Micron ก็มีแนวโน้มปรับราคาขึ้นในทิศทางเดียวกัน
ที่ผ่านมา Samsung รวมถึงผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายอื่น ได้เปลี่ยนมาใช้สัญญาซื้อขายระยะสั้นมากขึ้น แทนการทำสัญญาระยะยาว เนื่องจากราคาหน่วยความจำยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง วิธีนี้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถปรับราคาตามภาวะตลาดได้รวดเร็วขึ้น แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของผู้ผลิตสมาร์ทโฟน
รายงานยังระบุว่า แม้แต่ธุรกิจสมาร์ทโฟนของ Samsung เองก็ไม่ได้รับผลดีทั้งหมด เพราะต้องซื้อชิปหน่วยความจำในราคาที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ฝ่ายธุรกิจมือถือของบริษัทมีความเสี่ยงต่อการขาดทุนในปีนี้ แม้ว่าบริษัทแม่จะได้รับอานิสงส์จากกำไรของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ก็ตาม
แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการต่อต้านจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟน แต่ยังไม่มีปัจจัยที่บ่งชี้ว่าราคาหน่วยความจำจะลดลงในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากความต้องการชิปสำหรับระบบ AI ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่กำลังการผลิตใหม่ยังไม่สามารถเพิ่มเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ และคาดว่าอาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 ปี
หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอาจต้องเลือกระหว่างการแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น หรือปรับราคาจำหน่ายอุปกรณ์ในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลต่อการแข่งขันของตลาดสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะในกลุ่มระดับกลางที่แข่งขันด้านราคาค่อนข้างรุนแรง


