ในบทความนี้
แว่น AI ถ่ายคนแบบไม่รู้ตัว จนเจ้าตัวมารู้จากเพื่อน
ลองจินตนาการว่าเราเดินอยู่ตามปกติ แล้ววันหนึ่งมีเพื่อนส่งคลิปมาให้ดู พร้อมบอกว่า “นี่เธอหรือเปล่า?”
แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่าคือเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตัวเองกำลังถูกถ่าย
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Toluwa Omitowoju หญิงชาวสหรัฐฯ หลังเธอพบว่าตัวเองถูกชายคนหนึ่งที่สวมแว่นอัจฉริยะของ Meta บันทึกวิดีโอโดยที่เธอไม่รู้ตัว ก่อนคลิปดังกล่าวจะถูกนำไปเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียและกลายเป็นไวรัล มียอดชมรวมมากกว่า 200,000 ครั้ง
ที่สำคัญคือ Omitowoju ไม่ได้รู้เรื่องจากคนที่ถ่ายเธอ แต่เป็นเพื่อนและคนรู้จักบางราย รวมถึงคนที่เธอไม่ได้พูดคุยด้วยมานาน ส่งคลิปมาให้เธอดู
คลิปดังกล่าวถูกลบออกในเวลาต่อมา
จากแว่นธรรมดา สู่กล้องที่คนรอบข้างอาจไม่ทันสังเกต
ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจไม่ได้อยู่แค่การแอบถ่าย แต่คือ อุปกรณ์ที่ใช้ถ่าย
แว่นอัจฉริยะของ Meta ถูกออกแบบให้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับแว่นทั่วไป แต่สามารถถ่ายภาพและวิดีโอได้โดยไม่จำเป็นต้องถือสมาร์ตโฟนขึ้นมา
Meta ใส่ไฟ LED ขนาดเล็กไว้บริเวณด้านหน้าแว่น เพื่อให้คนรอบข้างสังเกตได้ว่ากำลังมีการบันทึกภาพ และบริษัทระบุว่าแว่นมีระบบป้องกันไม่ให้บันทึกหากไฟดังกล่าวถูกปิดหรือถูกบัง
อย่างไรก็ตาม CBS News ได้ทดสอบระบบดังกล่าว และพบข้อสังเกตว่า หากเริ่มบันทึกก่อนแล้วจึงนำสิ่งของไปบังไฟ กลไกดังกล่าวไม่ได้หยุดการบันทึกในลักษณะที่ทดสอบ
Meta ชี้แจงกับ CBS ว่าระบบตรวจจับการถูกบังของไฟถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการบันทึก เมื่อไฟถูกบังหรือปิดก่อนกดเริ่มบันทึก และบริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวต่อไป
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แว่น แต่อยู่ที่วิธีที่คนเอาไปใช้
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ครีเอเตอร์บางรายเริ่มนำแว่น AI มาใช้สร้างคอนเทนต์แนว Prank หรือ Pickup Line โดยเดินเข้าไปพูดคุยกับคนแปลกหน้าและบันทึกเหตุการณ์เอาไว้
ปัญหาคือคนที่ถูกถ่ายบางคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังถูกบันทึก และไม่ได้ให้ความยินยอมให้นำภาพของตัวเองไปเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต
CBS รายงานว่า Adam Mosseri หัวหน้า Instagram ระบุว่าแพลตฟอร์มไม่ต้องการให้ผู้ใช้นำคอนเทนต์ที่เป็นการเอาเปรียบ คุกคาม หรือแอบถ่ายผู้อื่นมาเผยแพร่ และ Instagram สามารถลบคอนเทนต์ในลักษณะดังกล่าวได้
เมื่อ “กล้อง” ไม่ได้ดูเหมือนกล้องอีกต่อไป
นี่อาจเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของยุค AI Glasses
ที่ผ่านมา หากเราเห็นใครยกโทรศัพท์ขึ้นมาเล็งมาทางเรา เราสามารถสังเกตได้ง่ายว่ากำลังถูกถ่าย และอาจเลือกเดินออกจากเฟรมหรือขอให้หยุดถ่าย
แต่เมื่อกล้องถูกซ่อนอยู่ในแว่นที่ดูเหมือนอุปกรณ์สวมใส่ทั่วไป สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป
เราอาจกำลังยืนคุยกับใครบางคน โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังบันทึกภาพ เสียง หรือเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่
Omitowoju มองว่านี่เป็นปัญหาเรื่องสิทธิในการปฏิเสธ เพราะเมื่อเห็นสมาร์ตโฟน คนที่กำลังถูกถ่ายยังมีโอกาสสังเกตและขอให้อีกฝ่ายหยุดได้ แต่แว่นอัจฉริยะทำให้สิ่งนั้นทำได้ยากขึ้น
แว่น AI กำลังทำให้คำว่า Privacy ซับซ้อนขึ้น
แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าแว่น AI ของ Meta ทุกเครื่องกำลังแอบถ่ายคนโดยอัตโนมัติ และตัวอุปกรณ์เองก็มีระบบแจ้งเตือนการบันทึก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนปัญหาใหม่ของโลกที่ กล้องสามารถติดอยู่กับตัวเราได้ตลอดเวลา
ยิ่งเมื่ออุปกรณ์เหล่านี้มี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์สิ่งที่กล้องมองเห็น ความสามารถของมันก็อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่การ “ถ่ายวิดีโอ”
คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่
“แว่นกำลังถ่ายเราหรือเปล่า?”
แต่ในอนาคตอาจกลายเป็น
“แว่นกำลังเห็นอะไรเกี่ยวกับเรา และกำลังทำอะไรกับข้อมูลนั้น?”
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่อุตสาหกรรม AI Wearable ต้องตอบให้ได้ ก่อนที่แว่น AI จะกลายเป็นอุปกรณ์ธรรมดาที่ผู้คนสวมใส่กันทุกวัน
ที่มา: CBS News











