วันนี้ Google Cloud ประกาศเปิดตัวนวัตกรรมชุดใหม่ภายในงาน Google Cloud Next ’26 โดยมุ่งสนับสนุนให้องค์กรทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก้าวสู่การเป็น Agentic Enterprise ผ่านโครงสร้างเทคโนโลยีแบบครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยความก้าวหน้าครั้งนี้จะช่วยให้องค์กรก้าวข้ามการใช้งานแชตบอตแบบเดิม สู่การประยุกต์ใช้ AI Agents อัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสามารถรับรู้ วิเคราะห์ ให้เหตุผล และดำเนินการได้อย่างสอดประสาน เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจนและวัดผลได้
นายซุนดาร์ พิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Google และ Alphabet กล่าวว่า “เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เราได้เปิดตัว Gemini Enterprise ซึ่งเป็นระบบแบบครบวงจรสำหรับยุค Agentic และในไตรมาส 1 ปี 2026 จำนวนผู้ใช้งานแบบชำระเงินรายเดือนของเราเติบโต 40% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้สะท้อนให้เห็นว่า พนักงานในทุกองค์กรสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างนวัตกรรมได้อย่างแท้จริง แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ แต่ก็มาพร้อมความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น โดยบทสนทนาได้เปลี่ยนจาก ‘เราจะสามารถสร้าง Agent ได้หรือไม่’ ไปสู่ ‘เราจะบริหารจัดการ Agent จำนวนมากได้อย่างไร’ ด้วยเหตุนี้ เราจึงเปิดตัว Gemini Enterprise Agent Platform ใหม่ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนศูนย์บัญชาการสำหรับองค์กรในยุค Agentic”
นายโทมัส คูเรียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Google Cloud กล่าวว่า “Gemini Enterprise ได้พัฒนาสู่การเป็นระบบแบบครบวงจรสำหรับยุค Agentic โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูล บุคลากร ตลอดจนแอปพลิเคชันและ AI Agents ขององค์กร ให้ทำงานร่วมกันเป็นเวิร์กโฟลว์อัจฉริยะหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ ไม่ใช่เพียงการรวมบริการแบบแยกส่วนเข้าด้วยกัน แต่เป็นโครงสร้างเทคโนโลยีแบบบูรณาการเชิงลึกที่พัฒนาร่วมกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อรองรับทั้งการขยายสเกลและประสิทธิภาพที่จำเป็น เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่ของ Production AI อย่างเต็มรูปแบบ”
โดยเกือบ 75% ของลูกค้า Google Cloud ได้นำผลิตภัณฑ์ AI ของบริษัทไปใช้เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่องค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ AEON360, CIMB Niaga, DBS, Emtek Group และ FairPrice Group ไปจนถึงแบรนด์ระดับโลก เช่น LA28 (การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก ลอสแอนเจลิส 2028), Capcom, Citi Wealth, Formula E, The Estée Lauder Companies Inc. และ Jo Malone London รวมถึง Mars, McDonald’s, Merck, Minor Hotels, NASA, The Home Depot, Unilever และ Virgin Voyages เป็นต้น
ในบทความนี้
กรณีการใช้งานที่น่าสนใจ:
- CIMB Niaga ได้เปิดตัว AI Agents ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะด้านบน Gemini Enterprise Agent Platform เพื่อยกระดับประสบการณ์การให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าชาวอินโดนีเซียนับล้านราย โดย Agents ดังกล่าวช่วยสนับสนุนพนักงานธนาคารในการนำเสนอคำแนะนำที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล พร้อมให้คำแนะนำเชิงรุกที่สอดคล้องกับบริบท เป้าหมายทางการเงิน และช่วงชีวิตของลูกค้าแต่ละราย
- FairPrice Group เดินหน้ายกระดับโครงการ ‘Store of Tomorrow’ ด้วย Gemini Enterprise Agent Platform โดยผสาน AI Agents ที่ขับเคลื่อนด้วย Gemini เข้ากับรถเข็น Smart Carts เพื่อยกระดับประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้า ทั้งในร้านค้าและช่องทางดิจิทัลอย่างครบวงจร
- Mars นำ Gemini Enterprise มาใช้เป็นแพลตฟอร์ม AI หลักขององค์กร เพื่อสนับสนุนพนักงานทั่วโลกในการพัฒนา AI Agents ขั้นสูง ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพด้านการตลาด งานวิจัยและพัฒนา และระบบค้นหาข้อมูลภายในองค์กร โดย Gemini Enterprise ยังช่วยให้ทีมงานสามารถทำงานอัตโนมัติในกระบวนการที่ซับซ้อน ครอบคลุมธุรกิจหลักทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ขนมขบเคี้ยว และอาหารและโภชนาการ
- Merck นำ “Agentic Engine” ที่ขับเคลื่อนด้วย Gemini Enterprise มาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพการตัดสินใจตลอดกระบวนการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การวิจัยระยะเริ่มต้นสู่การพัฒนายาในขั้นคลินิก และการนำผลิตภัณฑ์สู่ตลาด ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จ พร้อมทั้งเร่งระยะเวลาการเปิดตัวนวัตกรรมสู่ตลาด
- NASA ได้นำ AI Agents บน Gemini Enterprise มาใช้เพื่อสนับสนุนกระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนการปล่อยยาน และเสริมความปลอดภัยของนักบินอวกาศในภารกิจ Artemis II ซึ่งนับเป็นการสร้างสถิติการเดินทางของมนุษย์ที่ไกลที่สุดจากโลกเท่าที่เคยมีมา
- Virgin Voyages ใช้ Gemini Enterprise ในการพัฒนาและบริหารจัดการ AI Agents เฉพาะทางมากกว่า 1,000 ตัว โดยในจำนวนนี้กว่า 50 ตัวถูกออกแบบมาเพื่อเร่งกระบวนการสร้างสรรค์แคมเปญ ส่งผลให้ระยะเวลาในการผลิตลดลงได้ถึง 40% ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดังกล่าวยังถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนระบบผู้ช่วยส่วนตัวของบริษัท เพื่อยกระดับการให้บริการของพนักงาน และส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจตลอดการเดินทางของลูกค้า
ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา Google Cloud มีลูกค้า 330 รายที่ใช้งานโมเดล AI ของบริษัทในการประมวลผลในระดับมากกว่า 1 ล้านล้านโทเคนต่อราย ขณะที่อีก 35 รายสามารถขยายการใช้งานไปสู่ระดับ 10 ล้านล้านโทเคน ซึ่งสะท้อนการนำเทคโนโลยี AI ไปประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่องในหลากหลายการใช้งาน
ปัจจุบัน โมเดล AI ของ Google Cloud มียอดการประมวลผลผ่านการใช้งาน API โดยตรงจากลูกค้ามากกว่า 16,000 ล้านโทเคนต่อนาที ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 10,000 ล้านโทเคนในไตรมาสที่ผ่านมา
Gemini Enterprise: ขับเคลื่อนแนวคิด Agentic Enterprise ให้เกิดขึ้นจริง
Google Cloud เปิดตัว Gemini Enterprise Agent Platform แพลตฟอร์มใหม่แบบครบวงจรสำหรับองค์กร เพื่อรองรับการสร้าง ขยายการใช้งาน กำกับดูแล และเพิ่มประสิทธิภาพของ AI Agents โดยแพลตฟอร์มนี้ถือเป็นการต่อยอดจาก Vertex AI ซึ่งได้ผสานความสามารถด้านการเลือกและพัฒนาโมเดล รวมถึงการสร้าง Agents เข้าด้วยกัน พร้อมเสริมศักยภาพใหม่ด้านการทำงานร่วมกันของ Agents, DevOps, ระบบการประสานการทำงาน และความปลอดภัยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
Gemini Enterprise Agent Platform ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแบบครบวงจรสำหรับทีมเทคนิคขององค์กร ในการพัฒนา AI Agents ที่สามารถเข้ามาช่วยยกระดับทั้งผลิตภัณฑ์ บริการ และการดำเนินงาน โดย Agents เหล่านี้จะถูกส่งมอบให้กับพนักงานได้อย่างไร้รอยต่อผ่านแอปพลิเคชัน Gemini Enterprise ขณะเดียวกันก็ยังคงเชื่อมโยงกับระบบปฏิบัติการด้านไอทีขององค์กรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถควบคุม กำกับดูแล และรักษาความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แพลตฟอร์มดังกล่าวมอบการเข้าถึงโมเดลชั้นนำระดับโลกมากกว่า 200 โมเดล ครอบคลุมตั้งแต่ Gemini 3.1 Pro โมเดลขั้นสูงของ Google ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการประสานเวิร์กโฟลว์ที่มีความซับซ้อน; Gemini 3.1 Flash Image ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Nano Banana 2 สำหรับการสร้างอินเทอร์เฟซผู้ใช้และสื่อภาพคุณภาพสูง ไปจนถึง Lyria 3 โมเดลระดับแนวหน้าสำหรับการสร้างเสียงและดนตรีอย่างมืออาชีพ รวมถึงโมเดลจาก Anthropic อาทิ Claude Opus, Sonnet และ Haiku ขณะเดียวกัน Google Cloud ยังเพิ่มการรองรับ Claude Opus 4.7 เข้ามาภายในแพลตฟอร์มอีกด้วย
เปิดตัว TPU รุ่นที่ 8: ผสานสองชิปบนระบบเดียว รองรับการประมวลผลแห่งยุค Agentic
Google Cloud เปิดตัว Tensor Processor Units (TPUs) รุ่นที่ 8 ซึ่งเป็นชิปที่ออกแบบเฉพาะของ Google โดยมาพร้อมสถาปัตยกรรมใหม่ 2 รูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ได้แก่ TPU 8t สำหรับการฝึกฝนโมเดล และ TPU 8i สำหรับการประมวลผล โดยชิปเฉพาะทางทั้งสองรุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขยายขีดจำกัดของ AI ตั้งแต่การสร้างโมเดลประสิทธิภาพสูง ไปจนถึงการขับเคลื่อนเครือข่าย AI Agents ให้ทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อ รวมถึงรองรับงานด้านการให้เหตุผลที่มีความซับซ้อนสูงที่สุดในปัจจุบัน
ชิปแต่ละตัวมีบทบาทที่แตกต่างกัน:
- ขุมพลังแห่งการฝึกฝนโมเดล: TPU 8t ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดระยะเวลาการพัฒนาโมเดลระดับแนวหน้า จากหลักเดือนให้เหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ โดยอาศัยระบบที่สร้างความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการประมวลผล (Compute Throughput), หน่วยความจำร่วม (Shared Memory) และแบนด์วิดท์ระหว่างชิป (Interchip Bandwidth) ในระดับสูงสุด ควบคู่ไปกับการประหยัดพลังงานและการใช้เวลาประมวลผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ
- ขุมพลังแห่งการใช้เหตุผล: TPU 8i ถูกสร้างขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์การใช้งาน Agentic AI ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม หรือการมอบหมายงานให้ Agent จัดการ ซึ่งผู้ใช้จะได้รับคำตอบในทันทีโดยไม่ต้องรอ ระบบนี้ผสานการทำงานของ High-bandwidth Memory ขนาด 288 GB เข้ากับ SRAM (Static Random-Access Memory) บนชิปขนาด 384 MB ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 3 เท่า ช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลชุดคำสั่งของโมเดลไว้บนชิปได้ทั้งหมด เพื่อการประมวลผลที่รวดเร็วที่สุด
การผสานนวัตกรรมเหล่านี้ ส่งผลให้ประสิทธิภาพต่อค่าใช้จ่ายสูงขึ้นถึง 80% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถรองรับปริมาณงานได้มากขึ้นเกือบ 2 เท่า ภายใต้ต้นทุนที่เท่าเดิม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของผลกำไรอย่างเป็นรูปธรรม โดยชิปทั้งสองรุ่นพร้อมใช้งานอย่างเป็นทางการภายในปลายปีนี้
โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ระดับแนวหน้าของ Google Cloud พร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น Citadel Securities บริษัทด้านตลาดทุนชั้นนำที่เลือกสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการวิจัยเชิงปริมาณบนระบบคลาวด์ที่ยืดหยุ่น เพื่อเพิ่มความเร็วในการประมวลผลควบคู่ไปกับการลดต้นทุน หรือองค์กรอย่าง Boston Dynamics ที่กำลังพัฒนาโมเดลภาษาและการมองเห็น เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการนำหุ่นยนต์ไปใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตลอดจนห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำระดับโลกอย่าง Anthropic และ Thinking Machines Lab
สถาปัตยกรรมข้อมูลรูปแบบใหม่เพื่อความเร็วและการขยายขีดความสามารถในยุค Agentic AI
การก้าวสู่ยุค Agentic Enterprise จำเป็นต้องยกระดับสถาปัตยกรรมข้อมูลในระดับรากฐาน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา “Systems of Intelligence” มักทำหน้าที่เป็นแหล่งจัดเก็บข้อมูลเชิงรับที่รองรับขีดความสามารถในระดับการทำงานของมนุษย์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน Google Cloud กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ “Systems of Action” เพื่อให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านความเร็วและขนาดของการประมวลผลตามความต้องการของ Agentic AI
Agentic Data Cloud ของ Google Cloud มอบสถาปัตยกรรมแบบ AI-native ซึ่งเป็นรากฐานที่ผสานเป็นหนึ่งเดียว เพื่อช่วยปลดล็อกข้อมูลขององค์กรออกจากการเก็บแบบแยกส่วนในยุคเก่า ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะจัดเก็บอยู่ที่ใดก็ตาม เพื่อสร้างรากฐานที่ไร้ขีดจำกัดสำหรับการปฏิบัติการที่เป็นอัตโนมัติ โดยมาพร้อมขีดความสามารถใหม่ ๆ ดังนี้:
- Cross-Cloud Lakehouse ที่สร้างบน Apache Iceberg คือโซลูชันจาก Google Cloud ที่ช่วยให้องค์กรสามารถเก็บข้อมูลไว้บน Amazon Web Services หรือ Microsoft Azure ได้ตามเดิม ขณะเดียวกันยังสามารถเรียกใช้และวิเคราะห์ข้อมูลได้ทันที โดยไม่ติดข้อจำกัดการผูกขาดของผู้ให้บริการ และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายข้อมูล นอกจากนี้ยังรองรับการเข้าถึงข้อมูลแบบ Zero-copy ไปยังแอปพลิเคชัน ระบบ และแพลตฟอร์ม AI ชั้นนำ อาทิ Databricks, Palantir, Salesforce Data 360, SAP, ServiceNow, Snowflake, Workday และแพลตฟอร์มอื่น ๆ
- Lightning Engine สำหรับ Apache Spark มาพร้อมระบบประมวลผลแบบไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ที่ทำงานแบบเรียลไทม์ โดยให้ประสิทธิภาพสูงกว่าโซลูชันโอเพนซอร์สทั่วไปถึง 4.5 เท่า พร้อมทั้งยกระดับความคุ้มค่าด้านราคาและประสิทธิภาพได้ดีกว่าคู่แข่งรายหลักถึง 2 เท่า สำหรับการประมวลผลชุดข้อมูลขนาดใหญ่
- Data Agent Kit มอบประสบการณ์การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย Gemini ที่รองรับเครื่องมือพัฒนาระดับองค์กร (Integrated Development Environments: IDEs) รวมถึง Notebooks และ Agentic Terminals ช่วยให้นักพัฒนาข้อมูลสามารถทำงานในรูปแบบการพัฒนาแบบ Intent-driven ได้ทั้งภาษา Python, Spark และ SQL โดยเพียงระบุเป้าหมายทางธุรกิจที่ต้องการ Data Agent Kit จะดำเนินการในขั้นตอนที่เหลือให้อัตโนมัติ
- Knowledge Catalog ทำหน้าที่สร้างกราฟบริบทแบบรวมศูนย์และปรับเปลี่ยนได้ ครอบคลุมภาพรวมธุรกิจทั้งหมดขององค์กร โดย “เชื่อมโยง” AI Agents เข้ากับข้อมูลและความหมายทางธุรกิจขององค์กร
เสริมเกราะแกร่งให้ Agentic Enterprise: ยกระดับความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อยุค AI
ปัจจุบัน องค์กรในทุกภาคอุตสาหกรรมต่างเผชิญกับความท้าทายด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ทวีความซับซ้อน โดยการขยายโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ระบบไฮบริดและมัลติคลาวด์ ส่งผลให้พื้นที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีขยายตัวกว้างขึ้น ในขณะที่ธุรกิจกำลังเร่งนำ AI มาประยุกต์ใช้ร่วมกับข้อมูลความลับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีและอาชญากรไซเบอร์ก็กำลังใช้ AI เป็นเครื่องมือเพื่อยกระดับการโจมตีให้รวดเร็วและแยบยลยิ่งขึ้นเช่นกัน โดยมุ่งเป้าไปที่ระบบการทำงานรูปแบบใหม่และฐานข้อมูลสำคัญขององค์กรโดยตรง
เพื่อรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ ทีมวิเคราะห์ความปลอดภัยจำเป็นต้องมี AI เป็นผู้ช่วย Google Cloud จึงนำเสนอแพลตฟอร์มความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งผสานขุมพลังของ Google Threat Intelligence และ Security Operations เข้ากับแพลตฟอร์ม Cloud and AI Security ของ Wiz เพื่อช่วยป้องกัน ตรวจจับ และรับมือกับภัยคุกคามในทุกสภาวะแวดล้อม ปัจจุบัน องค์กรมากมายได้นำ Triage and Investigation Agent ของ Google Cloud ไปใช้งานและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยระบบได้ประมวลผลการแจ้งเตือนไปแล้วกว่า 5 ล้านรายการ ย่นระยะเวลาการวิเคราะห์ด้วยคนจากที่ต้องใช้เวลาถึง 30 นาที ให้จบลงได้ภายในเวลาเพียง 60 วินาที












