Ferrari เปิดตัว “Luce EV” รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์อย่างเป็นทางการ พร้อมจุดเด่นมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว กำลังรวม 1,035 แรงม้า และงานออกแบบร่วมกับ LoveFrom ของ Jony Ive โดย Ferrari ระบุว่ารถคันนี้ “เกิดขึ้นได้เพราะระบบไฟฟ้าเท่านั้น”
รถรุ่นนี้ยังถือเป็น Ferrari รุ่นแรกที่มาในตัวถัง 4 ประตู 5 ที่นั่ง พร้อมตั้งราคาไว้สูงถึง 640,000 ดอลลาร์ หรือราว 20.9 ล้านบาท ก่อนเริ่มส่งมอบปลายปี 2026
แม้ช่วงที่ผ่านมาแบรนด์รถสปอร์ตหลายรายอย่าง Porsche และ Lamborghini จะเริ่มชะลอแผนรถยนต์ไฟฟ้าจากความต้องการตลาดที่ยังไม่สูงนัก แต่ Ferrari กลับเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม ด้วยการเปิดตัว Luce EV ในฐานะรถ EV รุ่นแรกของบริษัท
Ferrari ระบุว่า Luce EV ไม่ใช่รถที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ “ตามเทรนด์” แต่เป็นรถที่แนวคิดทั้งหมดถูกออกแบบโดยอิงกับศักยภาพของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งถ้าใช้เครื่องยนต์สันดาปแบบเดิมจะไม่สามารถทำได้ในรูปแบบนี้
ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแยกอิสระ 4 ตัว ติดตั้งที่ล้อทั้งสี่ มอบกำลังรวม 1,035 แรงม้า พร้อมระบบ Torque Vectoring แยกควบคุมแรงบิดแต่ละล้อแบบอิสระ รวมถึงระบบช่วงล่าง Active Suspension และระบบเลี้ยวล้อหลัง Rear-Wheel Steering
Ferrari ระบุว่าระบบควบคุมสามารถประมวลผลและปรับค่าการทำงานได้สูงถึง 200 ครั้งต่อวินาที ช่วยให้รถให้ความรู้สึกคล่องตัวเหมือนมีน้ำหนักเบากว่าความเป็นจริงถึงประมาณ 400 กิโลกรัม
ด้านสมรรถนะ Luce EV มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 122 kWh รองรับระยะทางวิ่งมากกว่า 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง รองรับระบบไฟ 800V และชาร์จเร็วสูงสุด 350 kW
• อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.5 วินาที
• ความเร็วสูงสุด 310 กม./ชม.
• แบตเตอรี่ 122 kWh
• ระบบมอเตอร์ 4 ตัว AWD
• รองรับ Fast Charge 350 kW
งานออกแบบถือเป็นอีกจุดสำคัญของรถรุ่นนี้ โดย Ferrari ร่วมมือกับ LoveFrom บริษัทออกแบบของ Jony Ive และ Marc Newson ซึ่งถือเป็นการออกแบบรถยนต์ครั้งแรกของทีม
ภายในห้องโดยสารเลือกใช้ปุ่มควบคุมอะลูมิเนียมแบบ Physical Controls และหน้าปัดหมุนจริง ลดการพึ่งพาหน้าจอสัมผัสให้มากที่สุด ขณะที่จอ OLED จาก Samsung จะถูกใช้เฉพาะจุดที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น
Ferrari เตรียมเริ่มส่งมอบ Luce EV ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2026 และเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาช่วงไตรมาส 2 ปี 2027
แม้รถรุ่นนี้จะไม่ใช่รถสำหรับตลาดมวลชนจากราคาที่สูงมาก แต่การที่ Ferrari เลือกเดิมพันกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ก็เป็นสัญญาณสำคัญว่ารถ EV สมรรถนะสูงกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ได้ถูกมองเป็น “ทางเลือกสำรอง” อีกต่อไป




















