ทุกวันนี้การส่งข้อความหากันแทบไม่ต้องรอเลย กดส่งปุ๊บ อีกฝ่ายเห็นได้ภายในไม่กี่วินาที แต่ในช่วงที่ผู้คนเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับ Notification และการต้องออนไลน์ตลอดเวลา กลับมีเทรนด์ที่สวนทางอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือ แอปที่ตั้งใจทำให้ข้อความส่งช้า
หนึ่งในแอปที่กำลังถูกพูดถึงคือ Roost Social ซึ่งเปลี่ยนการส่งข้อความธรรมดาให้กลายเป็นการส่งผ่าน “นกพิราบดิจิทัล” ผู้ใช้พิมพ์ข้อความแล้วปล่อยให้นกบินไปหาผู้รับ โดยระยะเวลาเดินทางจะขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ
พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งอยู่ไกลกัน ก็ยิ่งต้องรอ
และถ้าอยากให้เห็นภาพว่ามันช้าขนาดไหน อีกแอปในแนวคิดเดียวกันอย่าง Carrier Pidge ระบุว่าข้อความจาก Los Angeles ไป New York อาจใช้เวลาประมาณ 22 ชั่วโมง กว่าจะถึงปลายทาง
แชตที่ไม่มีคำว่า “ส่งแล้วเห็นทันที”
Roost ไม่ได้พยายามแข่งขันกับ LINE, Messenger หรือ WhatsApp ในเรื่องความเร็ว ตรงกันข้าม ตัวแอปแทบจะสร้างประสบการณ์ตรงข้ามกับ Messaging App ทั่วไป
เมื่อส่งข้อความแล้ว ผู้ใช้จะเห็นนกของตัวเองบินไปตามเส้นทางจริงบนแผนที่ และสามารถติดตามได้ว่าเดินทางไปถึงไหนแล้ว แต่จะไม่มีการส่งข้อความแบบทันทีหรือการแจ้งเตือนว่าอีกฝ่ายอ่านข้อความแล้วในทันที
ตัวแอปยังมีระบบสะสมและฝึกนก รวมถึงนกหลากหลายประเภทที่มีความเร็วแตกต่างกัน ทำให้การส่งข้อความถูกเปลี่ยนจากกิจกรรมธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์เล็ก ๆ คล้ายเกม
ฟังดูเหมือนเรื่องเล่น ๆ แต่แนวคิดนี้กลับได้รับความสนใจอย่างมาก โดย Roost มีผู้ดาวน์โหลดบน Google Play มากกว่า 100,000 ครั้ง และบน App Store ก็มีผู้ใช้ให้คะแนนในระดับสูง
นี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุดของเรื่อง
เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเทคโนโลยีพยายามแก้ปัญหาเรื่อง “เวลาในการรอ” มาโดยตลอด
จากจดหมาย → โทรศัพท์ → SMS → Messenger → 4G → 5G
ทุกอย่างถูกพัฒนาให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ
แต่เมื่อความเร็วกลายเป็นเรื่องปกติ ผู้คนก็เริ่มเจอกับอีกปัญหา นั่นคือ เราแทบไม่เคยได้หยุดจากการสื่อสาร
ข้อความเข้ามา
Notification เด้ง
มีคนส่ง DM
อีเมลเข้า
มีคนตอบกลับ
แล้วก็ต้องตอบกลับอีกครั้ง
Roost จึงกำลังขายแนวคิดที่ตรงข้ามกับสิ่งเหล่านี้ นั่นคือ “ส่งไปแล้วก็ปล่อยไป”
คุณไม่จำเป็นต้องนั่งรอว่าอีกฝ่ายจะตอบเมื่อไร เพราะระบบตั้งใจให้มันต้องรออยู่แล้ว
จาก Roost ถึง Carrier Pidge เทคโนโลยีกำลังทำให้การสื่อสารย้อนยุค
ที่น่าสนใจคือ Roost ไม่ใช่แอปเดียวที่เกิดไอเดียแบบนี้
อีกแอปหนึ่งชื่อ Carrier Pidge ถูกพัฒนาโดย Noah Iarrobino ซึ่งบอกว่าใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ในการสร้างแอปขึ้นมา และแนวคิดหลักก็คือการส่งข้อความด้วยความเร็วของนกพิราบ
แอปนี้กำหนดความเร็วของนกเสมือนเอาไว้ประมาณ 110 ไมล์ต่อชั่วโมง และใช้ตำแหน่งจริงของผู้ส่งกับผู้รับในการคำนวณเวลาเดินทาง
ดังนั้น หากส่งข้อความให้คนที่อยู่ไม่ไกลกันมาก อาจใช้เวลาเพียงไม่นาน แต่ถ้าระยะทางเพิ่มขึ้น เวลาก็จะเพิ่มตามไปด้วย
ที่กวนกว่านั้นคือ นกเสมือนใน Carrier Pidge ยังมีโอกาสประมาณ 0.2% ที่จะหลงทางและ “ตาย” ระหว่างทาง ทำให้ข้อความถูกส่งไม่สำเร็จและหายไปเลย
เรียกได้ว่าเป็น Messaging App ที่ทำให้การส่งข้อความกลับมามี ความเสี่ยง แบบที่เราไม่เจอในยุคอินเทอร์เน็ต









