Apple เปิดตัว Siri AI อย่างเป็นทางการในงานประชุมนักพัฒนาประจำปี WWDC 2026 โดยถือเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ของ Siri หลังจากบริษัทพยายามพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถแข่งขันกับบริการ AI รูปแบบแชตบอตที่ได้รับความนิยมในตลาดปัจจุบัน
Siri AI รุ่นใหม่จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียงแบบเดิม ไปสู่ผู้ช่วยดิจิทัลที่สามารถสนทนาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงเข้าใจบริบทของคำถามและจัดการงานที่ซับซ้อนกว่าเดิม โดย Apple สาธิตความสามารถในการค้นหาบัตรคอนเสิร์ต วางแผนงานเลี้ยง และช่วยคิดเมนูอาหารผ่านการสนทนาแบบต่อเนื่อง
บริษัทระบุว่าผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึง Siri AI ได้จากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นบน iPhone, Mac, iPad และอุปกรณ์อื่นในระบบนิเวศของ Apple รวมถึงสามารถเรียกใช้งานผ่านช่องค้นหาในระบบ และแอปพลิเคชัน Siri รูปแบบใหม่ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ
ซึ่งในงาน WWDC 2026 ครั้งที่ผ่านมา ยังมีความสำคัญในอีกมิติหนึ่ง เนื่องจากเป็นงานประชุมนักพัฒนาครั้งสุดท้ายภายใต้การนำของ Tim Cook ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Apple ก่อนที่ John Ternus หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของบริษัทจะเข้ารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ภายในปีนี้ตามแผนที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้
ถ้าจะสรุปเฉพาะ Apple Intelligence / Siri AI ที่ Apple เปิดตัวในงาน WWDC 2026 สิ่งที่เปลี่ยนไปถือว่าเป็นการยกเครื่อง AI ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ Siri เปิดตัวมาเลย โดย Apple เปลี่ยนจากผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียง ไปสู่ AI Assistant เต็มรูปแบบที่สามารถเข้าใจบริบท ทำงานหลายขั้นตอน และเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้ลึกกว่าเดิมมาก
ในบทความนี้
1. Siri AI ใหม่ทั้งหมด
Apple เปลี่ยนชื่อแนวทางเป็น “Siri AI” ซึ่งใช้โมเดล AI รุ่นใหม่ที่มีความสามารถใกล้เคียง ChatGPT, Gemini และ Claude มากขึ้น
ความสามารถใหม่ ได้แก่
• พูดคุยต่อเนื่องได้เหมือนแชตบอท
• จำบริบทของบทสนทนาก่อนหน้าได้
• ถามต่อจากคำถามเดิมได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่
• เข้าใจภาษาธรรมชาติมากขึ้น
• เสียงตอบกลับเป็นธรรมชาติกว่าเดิม
ตัวอย่าง
“ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวนี้มีอะไรบ้าง”
จากนั้นถามต่อว่า
“เอาที่เปิดหลังสี่ทุ่ม”
Siri จะรู้ว่ากำลังพูดถึงร้านอาหารญี่ปุ่นที่ค้นหาไว้ก่อนหน้า
2. Screen Awareness
Siri มองเห็นสิ่งที่อยู่บนหน้าจอได้แล้ว
สามารถเข้าใจว่าเรากำลังดูอะไรอยู่ และทำงานกับข้อมูลนั้นได้ทันที
ตัวอย่าง
• เห็นที่อยู่ในข้อความ → เพิ่มลง Contacts
• เห็นรูปสินค้า → ค้นหาราคาหรือข้อมูลเพิ่ม
• เห็นอีเมล → สรุปเนื้อหาให้ทันที
นี่เป็นฟีเจอร์ที่ Apple เคยสัญญาไว้ตั้งแต่ยุค Apple Intelligence รุ่นแรก แต่เพิ่งเปิดตัวจริงในปีนี้
3. Personal Context
Siri สามารถดึงข้อมูลจากชีวิตประจำวันของผู้ใช้ได้ลึกขึ้น
เช่น
• อีเมล
• Messages
• ปฏิทิน
• Notes
• รูปภาพ
• ไฟล์ในเครื่อง
ตัวอย่าง
“แม่ส่งเลขบัญชีมาเมื่อไหร่”
Siri สามารถค้นจากข้อความเก่าให้ได้
หรือ
“ที่อยู่บ้านของสมชายที่ส่งมาเมื่อเดือนก่อนอยู่ไหน”
Siri ค้นหาให้ได้แม้ผู้ใช้ไม่เคยบันทึกเป็น Contact อย่างเป็นทางการ
4. Broad World Knowledge
Siri ไม่ได้ตอบจากข้อมูลในเครื่องอย่างเดียวแล้ว
สามารถค้นหาข้อมูลจากเว็บและองค์ความรู้ภายนอกได้
คล้าย ChatGPT หรือ Gemini
ตัวอย่าง
• ถามข่าวล่าสุด
• ถามข้อมูลสถานที่
• ถามความรู้ทั่วไป
โดยไม่จำเป็นต้องเปิด Safari ก่อน
5. Visual Intelligence รุ่นใหม่
Visual Intelligence ถูกขยายความสามารถมากขึ้น
AI สามารถ
• วิเคราะห์ภาพจากกล้องสด
• วิเคราะห์ภาพบนหน้าจอ
• ระบุวัตถุ สถานที่ สินค้า
• ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันที
คล้าย Google Lens แต่ผสานเข้ากับ Siri โดยตรง
ตัวอย่าง
ยกมือถือส่องรองเท้า
แล้วถาม
“ซื้อที่ไหน”
Siri จะช่วยค้นหาให้
6. ทำงานหลายขั้นตอน (Agentic AI)
นี่คือความสามารถที่หลายคนรอ
Siri สามารถทำหลายคำสั่งต่อเนื่องภายในคำสั่งเดียว
ตัวอย่าง
“จัดทริปโตเกียว 5 วัน ส่งให้เมล แล้วเพิ่มลงปฏิทิน”
AI สามารถจัดการหลายแอปต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องสั่งทีละขั้นตอน
7. แอป Siri แยกต่างหาก
Apple สร้างแอป Siri AI โดยเฉพาะ
ลักษณะคล้าย ChatGPT
มี
• ประวัติการสนทนา
• ข้ามอุปกรณ์ได้
• เริ่มคุยบน iPhone แล้วไปต่อบน Mac ได้
8. AI ใน Safari
Apple Intelligence ถูกฝังเข้า Safari
สามารถ
• สรุปหน้าเว็บ
• ติดตามการเปลี่ยนแปลงของเว็บไซต์
• จัดกลุ่มแท็บอัตโนมัติ
• ช่วยค้นหาข้อมูลจากหลายหน้าเว็บ
9. AI ใน Photos
Photos ได้ AI เพิ่มหลายส่วน
• ค้นหารูปด้วยภาษาธรรมชาติ
• Reframe ภาพอัตโนมัติ
• ลบวัตถุ (Clean Up) ดีขึ้น
• ค้นหาคน สถานที่ เหตุการณ์ได้แม่นกว่าเดิม
10. AI ในระบบโทรศัพท์
ฟีเจอร์ใหม่ชื่อ Call Context
ระหว่างคุยโทรศัพท์
AI สามารถดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้
เช่น
• นัดหมายที่เกี่ยวข้อง
• อีเมลที่พูดถึงเรื่องเดียวกัน
• เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสายสนทนา
สรุปสั้น ๆ
ถ้าต้องเลือก “3 ความสามารถที่สำคัญที่สุด” ของ Apple Intelligence ใน WWDC 2026 คือ
- Siri AI ใหม่แบบ ChatGPT/Gemini
- เข้าใจสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ (Screen Awareness)
- เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและทำงานหลายขั้นตอนแบบ Agent
พูดง่าย ๆ คือ Apple กำลังเปลี่ยน Siri จาก “ผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียง” ให้กลายเป็น “AI ส่วนตัวประจำเครื่อง” อย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ Apple เคยประกาศไว้เมื่อหลายปีก่อนและเพิ่งเริ่มส่งมอบได้จริงในงาน WWDC 2026 นี้
ข้อจำกัดในการใช้งาน
อย่างไรก็ตาม Siri AI และ Apple Intelligence รุ่นใหม่ยังมีข้อจำกัดบางส่วนในช่วงเริ่มต้น โดยจะรองรับเฉพาะอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการประมวลผล AI ได้แก่อุปกรณ์ที่ใช้ชิป A17 Pro หรือ Apple Silicon M1 ขึ้นไป เป็นหลัก แม้หลายอุปกรณ์จะสามารถอัปเดตระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ได้ แต่จะไม่สามารถใช้งานฟีเจอร์ AI ชุดนี้ได้
ในด้านการเปิดให้บริการ Apple ได้เปิดให้นักพัฒนาทดลองใช้งาน Siri AI ผ่านเวอร์ชัน Developer Beta แล้ว ขณะที่ Public Beta จะเริ่มเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปทดสอบในเดือนกรกฎาคม 2026 ก่อนที่ iOS 27, iPadOS 27 และ macOS 27 จะทยอยเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม Siri AI จะยังคงอยู่ในสถานะ Beta ในระยะแรก และบางความสามารถจะทยอยเปิดใช้งานเพิ่มเติมผ่านการอัปเดตในอนาคต
สำหรับการรองรับในแต่ละประเทศ Siri AI จะยังไม่เปิดให้ใช้งานในสหภาพยุโรปและจีนช่วงแรก เนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎหมายและการกำกับดูแล ขณะที่ประเทศไทยแม้ไม่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจำกัด แต่ Apple ก็ยังไม่ได้ประกาศรองรับภาษาไทยสำหรับ Apple Intelligence และ Siri AI อย่างเป็นทางการในขณะนี้









