NASA เผยภาพหลุมใหม่บนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วน Falcon 9 ชนพื้นผิว
NASA เปิดเผยภาพถ่ายก่อนและหลังจากยาน Lunar Reconnaissance Orbiter (LRO) ที่เผยให้เห็นหลุมใหม่บนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนที่สองของจรวด Falcon 9 ที่ทำหน้าที่พายานหรือดาวเทียมต่อไปยังวงโคจรหรือเส้นทางปลายทาง หลังจากแยกตัวออกไปแล้ว ตกพุ่งชนกับพื้นผิวดวงจันทร์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 โดยทิ้งร่องรอยเป็นหลุมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 18 เมตร และลึกประมาณ 3 เมตร กลายเป็นร่องรอยใหม่จากวัตถุที่มนุษย์ทำไว้บนผิวดวงจันทร์

เรื่องนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2025 เมื่อ SpaceX ส่งจรวด Falcon 9 จากศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา เพื่อพายานลงจอด Blue Ghost Mission 1 ของ Firefly Aerospace ไปยังดวงจันทร์ ภารกิจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Commercial Lunar Payload Services (CLPS) ของ NASA และยังมีภารกิจ Resilience ของบริษัทญี่ปุ่น ispace ร่วมเดินทางไปกับเที่ยวบินเดียวกันด้วย
หลังจากปล่อยยานขึ้นไปแล้ว ชิ้นส่วนขั้นบน (ทำหน้าที่พายานเข้าสู่วงโคจร) ของ Falcon 9 ไม่ได้กลับมายังโลกเหมือนชิ้นส่วนขั้นแรก (ทำหน้าที่พายานออกจากโลกสู่อวกาศ) แต่ชิ้นส่วนขั้นบนได้เดินทางต่อไปในอวกาศ ก่อนที่แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์และปัจจัยจากกิจกรรมของดวงอาทิตย์จะทำให้เส้นทางของมันเปลี่ยนไป จนท้ายที่สุด NASA และ SpaceX คาดการณ์ได้ว่ามันจะไปพุ่งชนกับดวงจันทร์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2026
พูดง่าย ๆ คือ ชิ้นส่วนจรวดที่เคยมีหน้าที่ส่งยานไปดวงจันทร์เมื่อปี 2025 ใช้เวลาลอยอยู่ในอวกาศนานกว่าหนึ่งปี ก่อนจะจบภารกิจด้วยการตกลงบนดวงจันทร์ในปี 2026
NASA ใช้ LRO ถ่ายภาพหลุมที่เกิดขึ้นใหม่
หลังเกิดการชนขึ้นจริง NASA ใช้ยาน Lunar Reconnaissance Orbiter หรือ LRO ซึ่งโคจรรอบดวงจันทร์มาตั้งแต่ปี 2009 ทำการค้นหาและถ่ายภาพบริเวณที่เกิดการชนเพื่อส่งกลับมายังโลก
ภาพที่ NASA เปิดเผยถูกถ่ายไว้ระหว่างวันที่ 11–12 สิงหาคม หรือประมาณ 6 วันหลังการชน โดยวิศวกรต้องปรับมุมของยาน LRO ให้กล้อง Narrow-Angle Camera หันไปยังตำแหน่งเป้าหมาย ขณะที่ยานเคลื่อนผ่านดวงจันทร์ที่ระดับความสูงประมาณ 60 ไมล์ หรือ 96 กิโลเมตร
การถ่ายภาพครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะหากกล้องจับภาพเร็วหรือช้าไปเพียง 10 วินาที ตำแหน่งเป้าหมายอาจเคลื่อนออกจากจุดกึ่งกลางไปถึงประมาณ 16 กิโลเมตร ทำให้ต้องอาศัยทั้งการคำนวณวงโคจรและจังหวะการถ่ายภาพที่แม่นยำมาก
จากภาพหลายมุม นักวิทยาศาสตร์สามารถวัดหลุมที่เกิดขึ้นใหม่ได้ว่ามีความกว้างประมาณ 18 เมตร หรือ 60 ฟุต และมีความลึกน้อยกว่า 3 เมตร หรือ 10 ฟุต
ภาพเผยให้เห็นเศษวัสดุจากใต้พื้นผิวดวงจันทร์
สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีเพียงหลุมใหม่ แต่ยังรวมถึงร่องรอยที่แผ่ออกจากจุดชนด้วย
NASA พบทั้งแถบสีเข้มและสีสว่างที่กระจายออกจากหลุม แถบสีเข้มส่วนหนึ่งเป็นฝุ่นและหินบนพื้นผิวดวงจันทร์ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงจากลมสุริยะ รังสีคอสมิก และการชนของไมโครอุกกาบาตมาเป็นเวลานาน
เมื่อขั้นบนของ Falcon 9 พุ่งชน วัสดุเหล่านี้ถูกขุดขึ้นมาจากใต้พื้นผิว ขณะที่บริเวณสีสว่างกว่าใกล้ขอบหลุมเป็นวัสดุที่สดกว่า ซึ่งถูกเปิดเผยขึ้นมาจากชั้นใต้ผิวดวงจันทร์ที่ลึกกว่า
ดังนั้นภาพหลุมนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานว่า Falcon 9 ชนดวงจันทร์ แต่ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาว่าแรงกระแทกสามารถขุดและกระจายวัสดุจากชั้นต่าง ๆ ของดวงจันทร์ออกมาได้อย่างไร
นักดาราศาสตร์สมัครเล่นก็มีส่วนช่วยตามหาจุดชน
การหาตำแหน่งที่ Falcon 9 จะชนดวงจันทร์ไม่ได้เป็นผลงานของ NASA เพียงฝ่ายเดียว
NASA ระบุว่านักดาราศาสตร์อิสระเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ติดตามเส้นทางของจรวดจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ จากนั้นศูนย์ Center for Near Earth Object Studies หรือ CNEOS ของ NASA จึงนำข้อมูลมาคำนวณและปรับปรุงการคาดการณ์ตำแหน่งการชนให้แม่นยำขึ้นโดยวงรีทั้งสองจากภาพด้านล่างแสดงความน่าจะเป็นของตำแหน่งการชน โดยแต่ละบริเวณมีขนาดประมาณ 2.1 ไมล์ × 0.4 ไมล์ หรือประมาณ 3.4 × 0.6 กิโลเมตร
ส่วน จุดสีแดงและสีน้ำเงิน = ตำแหน่งที่คำนวณไว้ล่วงหน้าว่าอาจเกิดการชน
จุดสีฟ้าอมเขียว (Cyan) = ตำแหน่งที่ชนจริง ซึ่งจุดชนจริงอยู่ในบริเวณที่แบบจำลองคาดการณ์ไว้
หลังจากนั้นทีมของยาน Danuri จากเกาหลีใต้ก็เข้ามามีส่วนสำคัญ โดยใช้กล้องความละเอียดสูง LUTI ถ่ายภาพบริเวณที่คาดว่าจะเป็นจุดชน และสามารถยืนยันตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ ก่อนส่งพิกัดกลับมาให้ทีม LRO ของ NASA ใช้ในการวางแผนถ่ายภาพเพิ่มเติม
แล้วนี่ถือเป็น “ขยะอวกาศ” หรือไม่?
กรณีนี้สะท้อนอีกด้านของการสำรวจอวกาศที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นคือวัตถุที่มนุษย์ส่งออกไปไม่ได้หายไปเพียงเพราะภารกิจหลักจบลง
ในกรณีของ Falcon 9 ขั้นบนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กลับมายังโลกหลังจากส่งยานไปยังเส้นทางมุ่งหน้าดวงจันทร์ และสุดท้ายแรงโน้มถ่วงกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมอวกาศทำให้มันกลับมาชนพื้นผิวดวงจันทร์โดยไม่ได้วางแผนไว้
อย่างไรก็ตาม NASA ระบุว่าการชนครั้งนี้ ไม่เป็นอันตรายต่อโลก และการชนของวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นกับดวงจันทร์เกิดขึ้นได้ แม้จะพบไม่บ่อย ขณะเดียวกันข้อมูลจากการชนยังมีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ เพราะช่วยให้นักวิจัยศึกษาพฤติกรรมของวัสดุที่กระเด็นออกจากพื้นผิว และนำไปปรับปรุงแบบจำลองสำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต
จาก “ขยะอวกาศ” สู่โจทย์ใหม่ของการสำรวจดวงจันทร์
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Falcon 9 จึงเป็นภาพสะท้อนที่น่าสนใจของยุคใหม่แห่งการสำรวจดวงจันทร์ เพราะยิ่งมีภารกิจจากทั้ง NASA บริษัทเอกชน และประเทศต่าง ๆ เดินทางไปยังดวงจันทร์มากขึ้น จำนวนวัตถุที่มนุษย์นำไปทิ้งไว้ในบริเวณรอบดวงจันทร์ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
หลุมขนาด 18 เมตรจาก Falcon 9 อาจไม่ได้สร้างผลกระทบร้ายแรงต่อดวงจันทร์ แต่ก็กลายเป็นเครื่องเตือนว่า “การเดินทางไปอวกาศ” ไม่ได้จบลงทันทีเมื่อภารกิจหลักเสร็จสิ้น และการจัดการกับชิ้นส่วนยานอวกาศหลังหมดภารกิจจะกลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น เมื่อมนุษย์กำลังเตรียมกลับไปดวงจันทร์และสร้างกิจกรรมถาวรบนพื้นผิวในอนาคต










