นักวิเคราะห์คาด iPhone 18 รุ่นใหม่ของ Apple อาจต้องปรับราคาขึ้นราว 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,600 บาท) จากรุ่นก่อน หลังต้นทุนหน่วยความจำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รายงานจากนักวิเคราะห์ Erik Woodring แห่ง Morgan Stanley ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ไลน์อัป iPhone 18 มีแนวโน้มจะปรับราคาขึ้นในทุกรุ่น โดยปัจจัยหลักมาจากต้นทุนชิปหน่วยความจำ (memory) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Apple เองก็ยอมรับในรายงานผลประกอบการล่าสุดว่า ว่าต้นทุนตนเองในส่วนนี้กำลังสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
ก่อนหน้านี้ Apple มีกระแสรายงาน ว่าพวกเขาจะเลือก “ตรึงราคา” สินค้าไว้ แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า Mac ที่เพิ่งเปิดตัวมาล่าสุดเช่น MacBook Air M4 ที่ยังเริ่มต้นที่ 999 ดอลลาร์ (ประมาณ 36,000 บาท) ขณะที่คู่แข่งอย่าง Microsoft เลือกปรับขึ้นราคากลุ่ม Surface Pro ขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว
ทำให้ในกลุ่มอุปกรณ์ระดับสูง Apple ยังสามารถทำราคาได้ต่ำกว่าคู่แข่งได้ เช่น MacBook Pro M5 Pro ที่ราคา 3,299 ดอลลาร์ (ประมาณ 119,000 บาท) เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ระดับใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาชิ้นส่วนหลักอย่างหน่วยความจำกำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กลยุทธ์ดังกล่าวก็เริ่มทำได้ยากขึ้น และ Apple อาจต้องเลือก “ขึ้นราคา” เพื่อรักษาอัตรากำไร
หาก iPhone 18 ปรับขึ้นราคา 100 ดอลลาร์จริง เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Samsung หรือผู้ผลิตจีนที่ต้นทุนพุ่งเช่นกัน ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับแข่งขันได้ แต่ผลกระทบจะตกไปอยู่กับผู้บริโภคโดยตรง
แม้ Apple จะมีความเข้มแข็งในการควบคุมราคาต้นทุนจากบริษัทซัพพลายเชน แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันจากชิ้นส่วนสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะหน่วยความจำที่เป็นวิกฤติปัญหาซึ่งกำลังลามไปทุกวงการที่ต้องการ “ชิป” ในขณะนี้









