Electronic Arts ประกาศเสร็จสิ้นการซื้อกิจการมูลค่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.93 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นบริษัทเอกชนอย่างเป็นทางการ และยุติการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ โดยผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินชดเชยในอัตรา 210 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น (ประมาณ 7,350 บาท)
ภายหลังการปิดดีล บริษัทจะรับภาระหนี้สินราว 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 630,000 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นดอกเบี้ยประมาณ 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 63,000 ล้านบาท) ขณะที่ผลประกอบการในรูปแบบ EBITDA หรือกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย อยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 52,500 ล้านบาท)
แม้ว่ารายได้จากการดำเนินงานจะสามารถรองรับภาระดอกเบี้ยได้เกือบทั้งหมด แต่ฝ่ายบริหารของ Electronic Arts เลือกใช้แนวทางลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยประกาศแผนลดต้นทุนรวม 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 24,500 ล้านบาท) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานหลังการเข้าซื้อกิจการ
รายงานของ Bloomberg ระบุว่า จากวงเงินลดต้นทุนดังกล่าว มี 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,950 ล้านบาท) ที่ถูกจัดสรรไว้สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโครงสร้างองค์กร หรือ “Organizational Efficiency Gains” ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงการปรับลดตำแหน่งงานและการปรับโครงสร้างภายในบริษัท
จนถึงขณะนี้ Electronic Arts ยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนพนักงานที่จะได้รับผลกระทบหรือช่วงเวลาของการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม แผนลดต้นทุนครั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่การปลดพนักงานครั้งใหญ่ หลังบริษัทเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นบริษัทเอกชนภายใต้โครงสร้างการบริหารชุดใหม่








