คุณกำลังอ่าน
บทเรียน Social: แค่รูปสุนัขที่เอาแผ่นแฮมแปะหน้า ทำยอดบริจาดถึง 1.3 ล้านใน Facebook

บทเรียน Social: แค่รูปสุนัขที่เอาแผ่นแฮมแปะหน้า ทำยอดบริจาดถึง 1.3 ล้านใน Facebook

ดร.อเสข ขันธวิชัย

 

สำหรับข่าวนี้ขอหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ เตือนใจสำหรับชาวโซเซียล ที่ปัจจุบันมันเติบโตเร็วมากจนทำให้ใครตามไม่ทันก็จะพลาดพลั้งเอาได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะการกด Like หรือ Share ข้อความหรือรูปภาพต่าง ๆ บางครั้งอาจไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใครนอกจากตัวเราเองที่เพื่อนอาจคิดว่าเราไม่ฉลาด แต่บางครั้งมันกลับทำให้คนอื่นเดือดร้อนได้ ตัวอย่างเช่น ข่าวการบริจาคเครื่องสำอางที่แผนกนิติเวช โรงพยาบาลรามาธิบดี(คลิก!!) ซึ่งสืบสาวราวเรื่องก็พบว่ามันเป็นเพราะบรรดา Fanpage ที่ต้องการยอด Like และ Share มาก ๆ สร้างคำโกหกขึ้นมาเอง จนทางโรงพยาบาลเดือดร้อน ต้องออกมาขอร้องว่าอย่าส่งเครื่องสำอางมาอีกเลย แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล เนื่องจากสังคมออนไลน์มันเหมือนไวรัสที่ฆ่าไม่ตาย รักษาจุดหนึ่งได้ มันก็ลุกลามไปจุดอื่น ๆ ต่อ ซึ่งปัญหาจริง ๆ ผมมองว่าไม่ได้อยู่ที่ Fanpage เห็นแก่ตัว แต่อยู่ที่คน Share แบบไม่คิดมากกว่า

1410764325-o

 

เรื่องแบบนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะคนไทยหรอกครับ ฝรั่งมังค่าที่หลายคนเทิดทูนว่าเขามีวุฒิทางปัญญาสูงก็ชอบ Share แบบไม่คิดเช่นกัน อย่างกรณีที่ผมหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนี้ นั่นคือ กรณีที่นาย Stephen Roseman ได้โพสรูปสุนัขของเขา พร้อมเอาแผ่นแฮมไปแปะเอาไว้ที่หน้าสุนัขแบบลวก ๆ และโพสข้อความว่า สุนัขของเขาถูกไฟลวกเพราะเข้าไปช่วยครอบครัวเจ้าของตอนไฟไหม้บ้าน พร้อมข้อความต่อท้ายอันเป็นที่นิยมของพวกเรียก Like และ Share ที่บอกว่า “1 Like = 1 คำอธิฐาน, 1 Share = 10 คำอธิฐาน”

image-550x384

 

หลังจากนั้นไม่นานก็มียอดคนกด Like และ Share เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และมีคอมเม้นท์ตามมามากมาย ทั้ง “God bless him” และ “Hero!! Shared.” จนปัจจุบันก็มียอด Share มากถึง 127,261 ครั้ง แต่ในช่วงหลัง ๆ ที่เริ่มมีข่าวนำเสนอเรื่องนี้คอมเม้นท์ก็เริ่มมีแบบประชดประชัน ตลกขำขัน มาแทรกบ้าง แต่ก็ยังมีบางคนยังหลงเชื่ออยู่เช่นเดิม ไม่อ่านคอมเม้นท์อื่นที่เขาออกมาบอกว่าเป็นเรื่องโกหกเลยสักนิด

 

คัดมาเพื่อคุณ

This poor dog was badly burned and disfigured trying to save his family from a house fireOne like = one prayerOne share = ten prayers

Posted by Stephen Roseman on Wednesday, December 23, 2015

 

เรื่องนี้การ Like หรือ Share มันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครหรอกครับ แต่มันเป็นการสื่อถึงความไร้วิจารญาณของผู้ใช้สังคมออนไลน์ ขาดการหยั่งคิด ไม่มีภูมิคุ้มกันทางความคิดเลย สุดท้ายหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องราวที่ผมนำมาแบ่งปันนี้ จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันทางความคิดของผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย และหากผู้อ่านทุกคนช่วยกันแชร์เรื่องราวกันก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ

View Comments (0)

Leave a Reply