vivo X300 FE เทคเดียวก็เอาอยู่ มือถือเรือธงไซซ์กะทัดรัด พร้อมกล้องเทเลที่เก็บได้ไกลเกินตัว
vivo X300 FE ถือเป็นมือถือที่มีแนวทางชัด “เรือธงครบทุกด้านในขนาดตัวเครื่องที่จับถือง่าย" กล้องคุณภาพสูงแบบคาดไม่ถึง ประสิทธิภาพจัดเต็ม และแบตเตอรี่ที่อึดมากเมื่อเทียบกับไซซ์เครื่อง
จุดเด่นที่สุดของรุ่นนี้ยังคงเป็นเรื่องกล้อง โดยเฉพาะสายซูมและสายพอร์ตเทรต เพราะทั้ง ZEISS Multifocal Portrait, Stage Mode และ vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm ล้วนทำให้ X300 FE มีคาแรกเตอร์ต่างจากมือถือเรือธงทั่วไปที่มีขนาดเดียวกันในตลาดค่อนข้างชัด ภาพดี ถ่ายสนุก ซูมง่ายและคมชัด พร้อมระบบ AI ที่จัดเต็มมาจนเรียกได้ว่าเยอะมากที่สุดในวงการในขณะนี้ก็ว่าได้
ขณะเดียวกัน ฮาร์ดแวร์ภายในก็ยังอยู่ในระดับเรือธงเต็มตัว ทั้ง Snapdragon 8 Gen 5, RAM LPDDR5X Ultra, UFS 4.1, หน้าจอ ZEISS Master Color และแบตเตอรี่ 6500mAh พร้อมชาร์จไว 90W ซึ่งช่วยให้มันเป็นเครื่องที่ใช้งานหนักจริงได้สบาย ไม่ได้เป็นแค่มือถือกล้องดีแต่ด้านอื่นธรรมดา
รวมถึงยังให้การอัปเดตระบบ Android ยาวนานถึง 5 ปี และอัปเดตความปลอดภัยสูงสุด 7 ปี ช่วยเพิ่มความน่าใช้งานในระยะยาวมากขึ้นได้อีกมากทีเดียวครับ
vivo X300 FE ดูจะเป็นมือถือสำหรับทุกคนที่กำลังหามือถือไซซ์กำลังดี ที่ได้ทั้งกล้องซูมจริงจัง แบตอึด ใช้งานลื่น และพกง่าย รุ่นนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในมือถือที่ทำได้ดีที่สุดรุ่นหนึ่งของปีนี้เลยทีเดียวครับ
The Good
- ขนาดเครื่องกะทัดรัด จับถือใช้งานมือเดียวได้ง่าย
- งานออกแบบพรีเมียม น้ำหนักดี ฟีลเรือธงชัดเจน
- หน้าจอ ZEISS Master Color สีสวย ความสว่าง
- ลำโพงสเตอริโอเสียงดัง ดูหนังเล่นเกมสะใจ
- สแกนนิ้ว Ultrasonic เร็วและแม่น ใช้นิ้วเปียกได้
- แบตเตอรี่ 6500mAh อึดมากเมื่อเทียบกับขนาดเครื่อง
- รองรับชาร์จไว 90W และชาร์จไร้สาย 40W
- รองรับ Bypass Charging สำหรับเล่นเกมต่อเนื่อง
- Snapdragon 8 Gen 5 แรงมาก ใช้งานลื่นทุกด้าน
- กล้องหลักและ Telephoto คุณภาพสูงทั้งคู่
- ถ่ายพอร์ตเทรตสวย มีระยะ ZEISS ให้เลือกหลากหลาย
- รองรับ vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm
- อัปเดต Android 5 ปี และแพตช์ความปลอดภัย 7 ปี
- มีมาตรฐาน IP68/IP69 และ MIL-STD-810H
The Bad
- ตัวเครื่องขนาดกระทัดรัด อาจไม่ถูกใจคนชอบจอใหญ่
- ไม่รองรับ microSD card เพิ่มความจุ
-
ความคุ้มค่าต่อราคา
-
ประสิทธิภาพ
-
วัสดุและการประกอบ
-
กล้องถ่ายรูป
-
ฟังก์ชันและประโยชน์ในการใช้งาน
vivo X300 FE เป็นอีกแนวคิดที่ค่อนข้างสวนทางกับสมาร์ตโฟนสายกล้องทั่วไป เพราะรอบนี้ vivo เลือกทำมือถือที่ยังคงขนาดจับง่าย หน้าจอ 6.31 นิ้ว น้ำหนัก 191 กรัม แต่ใส่ฮาร์ดแวร์ระดับเรือธง ทั้งกล้อง ZEISS เทเลโฟโต้ ชิป Snapdragon รุ่นท็อป แบต 6500mAh และระบบชาร์จไวเข้ามาครบในเครื่องขนาดพอดีมือ
สิ่งที่น่าสนใจคือ รอบนี้ vivo ดูจะโฟกัสเรื่อง “การถ่ายระยะไกล” และการถ่ายภาพซูมอย่างจริง โดยเฉพาะระบบกล้อง Telephoto 50MP และการรองรับ vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm ที่่แทบจะผลัก X300 FE ไปอยู่กึ่งกลางระหว่างสมาร์ตโฟนกับกล้องคอมแพกต์สายซูมไปแล้ว
ซึ่งในรีวิวนี้ เราจะค่อย ๆ พาไปดูกันทีละส่วน ว่าเมื่อใช้งานจริงแล้ว สมาร์ตโฟนตัวนี้ที่ใช้สโลแกนว่า “เทคเดียวก็เอาอยู่” จะทำอะไรได้แค่ไหนกันครับ
ในบทความนี้
ดีไซน์กะทัดรัด แต่ยังได้ฟีลเรือธง
สิ่งแรกที่รู้สึกได้ทันทีตอนหยิบ vivo X300 FE ขึ้นมาคือ มันเป็นมือถือที่ “ขนาดกำลังดี” แบบหาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในตลาดตอนนี้ เพราะแม้จะให้สเปกระดับเรือธง แต่ตัวเครื่องยังคุมขนาดไว้ที่หน้าจอ 6.31 นิ้ว พร้อมน้ำหนักเพียง 191 กรัม และความบาง 7.99 มิลลิเมตร ทำให้ใช้งานมือเดียวได้ง่ายกว่ามือถือกลุ่ม Ultra หรือเรือธงจอใหญ่หลายรุ่นในปัจจุบัน
อีกจุดที่เห็นชัดคือ vivo เปลี่ยนแนวการจัดวางโมดูลกล้องมาเป็นแบบแนวนอนในสไตล์ Dynamic Design ซึ่งส่งผลกับการจับถือจริงพอสมควร เพราะเวลาถือถ่ายรูป นิ้วจะไปโดนหน้าเลนส์ยากกว่ากล้องวงกลมใหญ่แบบเดิม และตัวเครื่องดูมีบาลานซ์มากขึ้นเวลาวางแนวนอนเพื่อถ่ายวิดีโอหรือถ่ายคอนเสิร์ต
ฝาหลังใช้พื้นผิวแบบ Metallic Sand AG ที่ให้สัมผัสค่อนข้างนุ่มมือ และช่วยลดรอยนิ้วมือได้จริง เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เครื่องดูสะอาดตาระหว่างใช้งาน ส่วนโครงสร้างหลักใช้กรอบโลหะ ทำให้สัมผัสรวมยังให้ฟีลของมือถือระดับพรีเมียม
vivo X300 FE รองรับมาตรฐานทนน้ำทนฝุ่นระดับ IP68 และ IP69 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงของสมาร์ตโฟนปัจจุบัน โดยตัวเครื่องสามารถทนฝนต่อเนื่องได้นาน 30 นาที และรองรับการตกในน้ำลึกสูงสุด 1.5 เมตร และทนน้ำแรงดันสูงได้จากทุกทิศทาง
นอกจากนี้ X300 FE ยังผ่านมาตรฐานความทนทาน SGS ระดับ 5 ดาว และผ่านมาตรฐาน MIL-STD-810H ที่ทั้งหมดครอบคลุมการทดสอบด้านแรงกระแทกและความอึดในหลายสภาพแวดล้อมมาเรียบร้อยแล้ว ทำให้ภาพรวมของรุ่นนี้ไม่ได้เป็นแค่มือถือบางเบาเน้นดีไซน์ แต่เป็นเครื่องที่ออกแบบมาให้พร้อมใช้งานหนักในชีวิตประจำวันได้จริง ๆ แบบไม่ต้องคอยถนอมมากนัก
เรื่องสี รอบนี้มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ Mist Purple, Glow White และ Luxe Black โดยสีที่เห็นในบทความนี้จะเป็น Mist Purple ที่ใช้โทนม่วงอ่อนค่อนข้างเรียบ ไม่ได้สดจัด ส่วน Glow White จะออกแนวขาวมุก มีลวดลายสะท้อนกับแสงเบา ๆ ขณะที่ Luxe Black จะเน้นความเรียบ สุขุม และดูเป็นสีเบสิคที่ไปได้กับทุกสถานการณ์
ตัวเครื่องสวย แกร่ง ตัดเหลี่ยม งานโลหะน้ำหนักดี เป็นเครื่องระดับพรีเมียมที่มั่นใจได้ตั้งแต่แรกสัมผัสครับ
หน้าจอสวยจัดระดับเรือธง พร้อมสแกนนิ้ว Ultrasonic รุ่นใหม่
แม้ vivo X300 FE จะเป็นรุ่นที่เน้นความกะทัดรัด แต่เรื่องหน้าจอถือว่า vivo ใส่มาค่อนข้างเต็ม เพราะใช้พาเนล ZEISS Master Color Display ขนาด 6.31 นิ้ว ความละเอียดระดับ 1.5K ความหนาแน่นพิกเซล 460 PPI
อีกอย่างที่เห็นได้ชัดจากสเปกคือ vivo ค่อนข้างจริงจังกับคุณภาพสีของหน้าจอรุ่นนี้ เพราะนอกจากรองรับความละเอียดระดับสูงแล้วรองรับการแสดงผลสีระดับ 1.07 พันล้านสี พร้อมช่วงสีกว้างแบบ P3 Cinematic Wide Color Gamut
ตัวเครื่องใช้หน้าจอแบบแบน ขอบจอบางเพียง 1.32 มิลลิเมตรในด้านบนและด้านข้าง ทำให้พื้นที่แสดงผลดูเต็มตาโดยไม่ต้องขยายตัวเครื่องให้ใหญ่ขึ้นมากนัก ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยบาลานซ์ทั้งเรื่องการพกพาและการใช้งานจริงได้ดี
จุดที่น่าสนใจคือความสว่างสูงสุดแบบ Local Peak Brightness ที่ระบุไว้สูงถึง 5000 nits ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเรือธงยุคใหม่แล้ว ทำให้เวลาใช้งานกลางแจ้งหรือถ่ายรูปกลางแดดจัด หน้าจอยังมองเห็นรายละเอียดได้ง่าย ยังรองรับ Netflix HDR ด้วย ทำให้การดูคอนเทนต์สตรีมมิงหรือวิดีโอ HDR ได้มิติของแสงและสีที่ดีกว่าจอทั่วไป
ด้านการถนอมสายตา รุ่นนี้ผ่านมาตรฐาน SGS Certification สำหรับการลดแสงสีฟ้า ซึ่งช่วยลดอาการล้าตาเวลาจ้องหน้าจอนาน ๆ ได้ระดับหนึ่ง และติดตั้งลำโพงสเตอริโอคู่ เสียงดังมาก มีเนื้อเสียงชัดเจน ฟังเพลงดูหนังมีพลังทั้งภาพทั้งเสียง

vivo ยังมีการขยับตำแหน่งเซนเซอร์ให้สูงขึ้น ทำให้เวลาเอื้อมนิ้วไปปลดล็อกใช้งานจริงสะดวกกว่าเดิม ซึ่งเป็นจุดเล็ก ๆ ที่หลายแบรนด์มักมองข้าม แต่ส่งผลกับความรู้สึกตอนใช้งานทุกวันพอสมควร
แบตเตอรี่ 6500mAh ในเครื่องไซซ์เล็ก
หนึ่งในจุดที่น่าสนใจที่สุดของ vivo X300 FE คือการที่ vivo สามารถยัดแบตเตอรี่ BlueVolt ขนาด 6500mAh เข้ามาอยู่ในตัวเครื่องขนาด 6.31 นิ้ว ที่ยังบางเพียง 7.99 มิลลิเมตรได้ เพราะปกติแล้วมือถือที่แบตระดับนี้ มักจะไปอยู่ในกลุ่มเครื่องใหญ่ หนา
ความจุแบตระดับ 6500mAh จากที่ทดสอบ ใช้งานได้ยาวมาก ทั้งระบบที่จัดสรรการใช้พลังงานมาได้ดี สามารถใช้งานต่อเนื่องได้เช้าถึงค่ำเป็นมาตรฐาน และในวันใช้งานเบาๆ อยู่ได้ข้ามคืน ถือว่าช่วยลดความกังวลเรื่องแบตหมดระหว่างวันได้เยอะมาก
ระบบชาร์จก็ให้มาครบทั้งแบบสายและไร้สาย โดยรองรับ 90W FlashCharge และชาร์จไร้สาย 40W Wireless Charging ซึ่งถือว่าเป็นสเปกที่ค่อนข้างสูงสำหรับระบบแบตเตอรี่ของมือถือตัวนี้ นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังรองรับมาตรฐานชาร์จ PD 3.0 และ QC 2.0 ด้วย ทำให้สามารถใช้งานร่วมกับอะแดปเตอร์หรือพาวเวอร์แบงก์มาตรฐานทั่วไปได้ง่ายขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญครับ ไม่ได้ล็อกอยู่กับที่ชาร์จของแบรนด์ตัวเองเพียงอย่างเดียว
อีกจุดที่คนเล่นเกมหรือใช้งานหนักน่าจะสนใจคือ รองรับ Bypass Charging ซึ่งเป็นระบบจ่ายไฟเข้าเครื่องโดยตรงขณะเล่นเกมหรือใช้งานหนัก เพื่อลดความร้อนและลดการเสื่อมของแบตเตอรี่ในระยะยาว
อุปกรณ์ภายในกล่่อง ก็มีที่ชาร์จ 90W FlashCharge แถมมาให้ พร้อมเคสซิลิโคนสีตรงกันกับเครื่อง และสาย USB Type-C
สเปกระดับเรือธง เน้นแรงจริงและใช้งานยาว
ด้านประสิทธิภาพ vivo X300 FE ถูกวางมาในระดับเรือธงชัดเจน เพราะใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 5 3.8GHz เป็นกลุ่มชิปที่เป็นเรือธงของสมาร์ตโฟน Android ในขณะนี้ ออกแบบมาสำหรับการใช้งานหนัก ไม่ว่าจะเป็นเล่นเกม เปิดหลายแอป หรือประมวลผลด้าน AI และกล้อง
ในส่วนหน่วยความจำ รุ่นนี้ใช้ RAM แบบ LPDDR5X Ultra ที่รองรับความเร็วสูงสุดถึง 9600Mbps ขณะที่พื้นที่เก็บข้อมูลเป็น UFS 4.1 มีความเร็วอ่านข้อมูลได้สูงสุด 4200MB/s เรียกว่าทั้งชุดประมวลผล เป็นสเปกระดับท็อปเรือธง ทั้งตัว เร็วและแรงมาก
ความเร็วในการเปิดแอป โหลดเกม ตัดต่อวิดีโอ หรือแม้แต่การถ่ายภาพต่อเนื่อง ทำได้เร็ว ระบบแน่น ลองใช้งานแล้วรู้สึกได้เลยว่าติดนิ้ว ทำมาได้ดีมากทีเดียว
อีกส่วนที่ vivo ใส่มาค่อนข้างจริงจังคือระบบระบายความร้อน เพราะรุ่นนี้ใช้ VC Liquid Cooling ขนาด 4005 ตารางมิลลิเมตร ร่วมกับแผ่นกราไฟต์ประสิทธิภาพสูง เพื่อช่วยคุมอุณหภูมิระหว่างเล่นเกมหรือถ่ายวิดีโอต่อเนื่อง ตัวเครื่องแทบไม่มีความร้อนสะสมให้รู้สึกเป็นพิเศษใดๆ ประสิทธิภาพและคุณภาพ สูงครับ
ระบบหลักของกล้องที่อยู่ตัวประมวลผลเบื้องหลัง NICE 3.0 Optical Reconstruction Engine และ MAGIC 2.0 Image Restoration Engine ซึ่งทำงานต่อเนื่องกันหลังจากเรากดชัตเตอร์ ก็เป็นระบบท่ี่ทาง vivo พัฒนาขึ้นมาเองเพื่อช่วยรักษารายละเอียดของแสง สี และองค์ประกอบของภาพ โดยเฉพาะเวลาใช้ซูมระยะไกลมากกว่า 20x ที่ระบบจะช่วยเพิ่มโอกาสได้ภาพคมชัดมากขึ้น

อีกจุดที่เป็นสไตล์ของมือถือ vivo X Series มาตลอด คือเรื่อง “Portrait” และใน vivo X300 FE ก็ยังคงเป็นหนึ่งในจุดที่ทำได้น่าประทับใจ เพราะตัวเครื่องรองรับ ZEISS Multifocal Portrait ที่ให้เลือกถ่ายพอร์ตเทรตได้ถึง 5 ระยะ 23mm / 35mm / 50mm / 85mm / 100mm ครอบคลุมตั้งแต่มุมกว้าง ไปจนถึงพอร์ตเทรตซูมระยะไกลๆ
vivo ไม่ได้ทำแค่การซูมภาพธรรมดา แต่พยายามปรับทั้งโบเก้ โทนสี และคาแรกเตอร์ภาพในแต่ละระยะให้แตกต่างกันในสไตล์ ZEISS ทำให้ภาพพอร์ตเทรตแต่ละช่วงซูมมีอารมณ์ไม่เหมือนกัน
นอกจากนี้ X300 FE ยังมีระบบ Flash Portrait ที่ออกแบบมาสำหรับการถ่ายคนในที่แสงน้อยโดยเฉพาะ ซึ่งตัวระบบสามารถปรับความแรงและลักษณะการกระจายแสงตามระยะเลนส์ที่ใช้งานได้อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น 23mm, 35mm, 50mm, 85mm หรือ 100mm
ถ้าถ่ายระยะใกล้ ระบบจะควบคุมแสงให้นุ่มขึ้นเพื่อบาลานซ์ทั้งใบหน้าและฉากหลัง แต่ถ้าเป็นระยะไกล ตัวแฟลชจะเพิ่มความเข้มขึ้นเพื่อให้ตัวแบบยังดูสว่างและคมชัด ทำให้การถ่ายพอร์ตเทรตกลางคืนหรือในร้านแสงน้อยใช้งานได้ง่ายขึ้นกว่าการเปิดแฟลชปกติทั่วไป ที่มักให้ภาพแข็งหรือหน้าโดนแฟลชจนดูลอยเกินไป
AI Creative ฟังก์ชันกล้องที่สนุกที่สุด เปลี่ยนโลกจริงให่้เหนือธรรมชาติด้วย AI
ในแอปกล้อง vivo X300 FE ยังมีโหมด AI Creative ตัวใหม่! ที่เรียกได้ว่านี่คือฟังก์ชันเด็ดของ vivo ที่ทำได้ดีกว่าใครเสมอมา การปรับเปลี่ยนโลกความจริงของการถ่ายภาพบุคคล ให้ไปไกลกว่าคมชัด สวยงาน แต่กลายเป็นโลกที่เหนือจริง เปลี่ยนธรรมชาติ เปลี่ยนฤดูกาล เปลี่ยนวันเวลา โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องทำอะไร แค่เพียงเปิดโหมดและกดถ่ายเพียงครั้งเดียว
โดยล่าสุด ในรุ่น vivo X300 FE ได้รวมเอฟเฟกต์และโทนภาพในโหมดนี้เอาไว้ให้ใช้มากถึง 29 รูปแบบด้วยกันเลยครับ ทั้งสาย Landscape, Travel, Fantasy และ Stage ช่วยเพิ่มลูกเล่นให้ภาพถ่ายได้แปลกตาไม่เหมือนใคร แต่โหมดนี้จะมีการจำกัดการใช้รายวันอยู่นะครับ ประมาณ 10 ภาพต่อวัน
โดยยังคงเป็นแนว AI ที่เน้นเข้ามา “แปลงคาแรกเตอร์ภาพ” มากกว่าการสร้างภาพใหม่ขึ้นมาทั้งหมดแบบ Generative AI เต็มรูปแบบ แต่และรูปแบบ สวยงามและแปลกตา ซึ่งผมชอบมาก
และขอนำมาให้ดูครบกันทุกเอฟเฟกต์ตรงนี้เลยครับ ว่ากล้องสมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียว สามารถสร้างสรรค์ภาพออกมาได้มากขนาดนี้ น่าทึ่งมากครับ
กลุ่ม Landscapeุ
ชุดเอฟเฟกต์ที่ออกแบบมาเพื่อการถ่ายทิวทัศน์ สามารถเปลี่ยนแปลงบรรยากาศ ฤดูกาล วันเวลา ให้เหมือนเป็นสถานที่อื่น แม้เราจะถ่ายจากฉากเดิมๆ ในประเทศไทย
กลุ่ม Travel
โหมดที่พาตัวคุณไปได้ทุกที่ แม้ในที่ที่ไม่สามารถไปได้ ถ่ายใต้น้ำ ในทะเลทราย ในบรรยากาศฉลองใหญ่ ลองดูความเป็นไปได้จากโหมดที่มีใน vivo X300 FE ชุดนี้่ดูครับ
กลุ่ม Fantasy
โหมดนี้คือโลกไซไฟแฟนตาซี ให้ภาพเหมือนถอดออกมาจากโลกของเกม ไม่ต้องใช้แอปตัดต่อ ไม่ต้องคอยบอก AI แค่เลือกโหมดที่ชอบใจแล้วกดถ่ายได้เลยครับ
โหมด Stage
โหมดที่จะเปลี่ยนให้ทุกคนเป็นสตาร์ เปลี่ยนสถานที่ธรรมดาให้กลายเป็นสเตจใหญ่ แสงไฟอลังการ การจัดองค์ประกอบไฟเหมือนมืออาชีพมาจัดให้ถึงหน้าบ้าน
จะเห็นว่าแต่ละเอฟเฟกต์ของ AI Creative ที่ทำออกมา มันไม่ได้แค่เปลี่ยน แต่เปลี่ยนได้อย่างบรรจง ปรับองค์ประกอบ แสง สี และโทนภาพ ให้เข้ากับสถานที่จริง ปรับบุคคลให้กลืนเข้าไปกับภาพ ไม่เหมือนการตัดแปะแบบการแต่งภาพทั่วๆ ไป โหมดนี้ยิ่งใช่ยิ่งสนุกครับ
vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm ของเสริมสำหรับสายโปร
หนึ่งในจุดที่ทำให้ vivo X300 FE ดูแตกต่างจากมือถือเรือธงรุ่นน้องโดยทั่วไป คือการรองรับ vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm หรือเลนส์เสริมเทเลโฟโต้ที่ vivo พัฒนาร่วมกับ ZEISS เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการซูมระยะไกลโดยเฉพาะ ซึ่งมีมาให้ใช้ในรุ่นเรือธงน้องเล็กตัวนี้ด้วยเช่นกัน
ตัวชุดอุปกรณ์ vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm จะมีตัวเลนส์ พร้อมกับชุดเคสสวมใส่สำหรับยึดกับเลนส์กล้อง vivo ZEISS Telephoto Extender Accessories Set ที่ต้องใช้งานคู่กัน
โดยมีเข้ามาเป็นกล่อง Box Set ยกชุดสวยงาม ที่ภายในจะมีเครื่อง vivo X300 FE บรรจุอยู่รวมกันแบบนี้ สวยงามและดูเป็นมืออาชีพมากทีเดียว
ต้องบอกอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ของ vivo ออกแบบได้ฉลาด สวมใส่เข้าออกได้ง่าย แน่นหนามาก และแต่ละชิ้นไม่เกะกะในการใช้งานทั่วไปในชีวิต ตัวเคสและแผ่นเพลทโลหะ จะถอดออกหรือใส่ไว้ ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการใช้งานใดๆ จะติดตั้งไว้ให้ดูสวยงามก็ได้เช่นกัน
ในชุด vivo ZEISS Telephoto Extender Accessories Set จะมีตัวเคสสีเงินเป็นพลาสติกเนื้่อดี ทนทานต่อการตกกระแทก เป็นเคสที่สวย ดูมีราคา ดูดีกว่าเคสราคาแพงหลักพันในหลายๆ รุ่นเลยละครับ เป็นเคสที่ดีมาก
มาพร้อมกับแผ่นเพลทโลหะที่สามารถสไลด์เข้าและถอดออกได้ด้วยสลัก เป็นแผ่นเพลทสำหรับใช้ติดตั้งกับเคส เพื่อสวมใส่เลนส์เสริม vivo ZEISS 200mm Telephoto Extender Gen 2 นั่นเอง
vivo ZEISS Telephoto Extender Accessories Set ชุดนี้สามารถนำไปใช้กับเลนส์เสริม Gen 1 ก็ได้นะครับ ใช้เมาท์ยึดขนาดเดียวกัน แต่ในรุ่น vivo ZEISS 200mm Telephoto Extender Gen 2 ตัวเลนส์จะมีขนาดเบากว่า เล็กกว่าประมาณ 27% ทำให้พกใช้งานจริงง่ายขึ้น ไม่ได้เป็นอุปกรณ์ที่ใหญ่จนพกยากเหมือนเลนส์เสริมมือถือในยุคก่อน
เมื่อติดตั้งครบเซ็ตแล้วก็ยังมีน้ำหนักรวมที่เบา ถือใช้งานง่าย ถือถ่ายได้นานโดยไม่เมื่่อยมือ
ตัวเลนส์ใช้โครงสร้างแบบ Kepler ที่ภายในประกอบด้วยชิ้นเลนส์ถึง 15 ชิ้น พร้อมผ่านมาตรฐาน ZEISS APO ที่ช่วยลดความคลาดสีและควบคุมคุณภาพของแสง ทำให้เวลาซูมไกล ภาพยังรักษาความคมและรายละเอียดได้ดีกว่าเลนส์เสริมทั่วไปที่มักมีปัญหาขอบภาพแตกหรือสีเพี้ยน
คนที่ชอบเล่นภาพซูมจริงจัง vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm ถือเป็นของที่ทำให้ X300 FE มีคาแรกเตอร์ต่างจากมือถือเรือธงทั่วไปชัดเจนมากขึ้นไปอีก “ระบบเลนส์เสริมจริงจัง” สำหรับสมาร์ตโฟนขนาดเครื่องกำลังดี เป็นอะไรที่ลงตัวแบบคาดไม่ถึงเลยครับ
คุณภาพของภาพดีมาก เมื่อติดตั้งเลนส์ก็จะสามารถเปิดโหมดถ่ายภาพของชุดเลนส์เสริมได้ (เป็นไอคอนรูปเลนส์อยู่บนหน้าแอปถ่ายภาพ) คุณภาพซูมไกลคมชัดระดับสูงมากๆ
นี่คือระยะซูมไกล 1600mm ไกลมากๆ ถ้าเป็นเลนส์กล้องโปรปกติจะมีขนาดที่ใหญ่และมีราคาที่แพงมาก แต่เราสามารถถ่ายได้จากมือถือเครื่องเล็กๆ แค่นี้เอง น่าประทับใจกับผลลัพธ์ หวังพึ่งในระดับมืออาชีพได้เลย
ซูมถ่ายคนระยะ 1600mm เหมือนเดินเข้าไปถ่าย ถ้าเป็นเลนส์กล้องจริงจะใหญ่กว่าตัว vivo X300 FE ไปสักสิบเท่าได้ แต่สำหรับ vivo ZEISS 200mm Telephoto Extender Gen 2 อันแค่นี้ เอาอยู่ครับ


จะเห็นว่ารอบนี้ vivo โฟกัส AI ในด้าน “การประมวลผลภาพถ่าย” มาเยอะมากทั้งช่วยในการถ่ายภาพ และยังรวมถึงการปรับแต่งภาพหลังการถ่ายด้วย กล้องถ่ายสนุก ใช้งานได้หลากหลายไม่ใช่แค่ความคมชัด รองรับเลนส์ซูมระดับโปร ก็เรียกได้ว่าครบครันด้านการถ่ายภาพ ในเครื่องเล็กๆ เครื่องเดียว
ตัวอย่างภาพถ่ายบางส่วน จากหลายสภาพแสงของ vivo X300 FE
Ecosystem เปิดกว้าง ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ Apple ได้ดีขึ้นกว่าที่คิด
อีกจุดที่น่าสนใจของ vivo X300 FE คือ vivo เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่อง Ecosystem และการเชื่อมต่อข้ามอุปกรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ฝั่ง Apple ที่รอบนี้รองรับมาค่อนข้างเยอะ ตัวเครื่องสามารถใช้งานร่วมกับ AirPods ได้ พร้อมแสดงสถานะและการแจ้งเตือนผ่านระบบ Origin Island บนหน้าจอคล้ายแบบเดียวกันกับ Dynamic Island ของ iOS ทำให้เวลาเชื่อมต่อหูฟังหรือใช้งานบางฟังก์ชัน จะมีการแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ดูสะดวกขึ้น
นอกจากนี้ X300 FE ยังรองรับการทำงานร่วมกับ iPad และ MacBook รวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับ Windows ผ่านระบบ Screen Mirroring เพื่อแสดงหน้าจอหรือทำงานข้ามอุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น และรองรับการส่งไฟล์ระหว่าง vivo กับ iPhone ได้โดยตรง
สรุปรีวิว vivo X300 FE
ภาพรวมของ vivo X300 FE ถือเป็นมือถือที่มีแนวทางชัด “เรือธงครบทุกด้านในขนาดตัวเครื่องที่จับถือง่าย” กล้องคุณภาพสูงแบบคาดไม่ถึง ประสิทธิภาพจัดเต็ม และแบตเตอรี่ที่อึดมากเมื่อเทียบกับไซซ์เครื่อง
จุดเด่นที่สุดของรุ่นนี้ยังคงเป็นเรื่องกล้อง โดยเฉพาะสายซูมและสายพอร์ตเทรต เพราะทั้ง ZEISS Multifocal Portrait, Stage Mode และ vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm ล้วนทำให้ X300 FE มีคาแรกเตอร์ต่างจากมือถือเรือธงทั่วไปที่มีขนาดเดียวกันในตลาดค่อนข้างชัด ภาพดี ถ่ายสนุก ซูมง่ายและคมชัด พร้อมระบบ AI ที่จัดเต็มมาจนเรียกได้ว่าเยอะมากที่สุดในวงการในขณะนี้ก็ว่าได้
ขณะเดียวกัน ฮาร์ดแวร์ภายในก็ยังอยู่ในระดับเรือธงเต็มตัว ทั้ง Snapdragon 8 Gen 5, RAM LPDDR5X Ultra, UFS 4.1, หน้าจอ ZEISS Master Color และแบตเตอรี่ 6500mAh พร้อมชาร์จไว 90W ซึ่งช่วยให้มันเป็นเครื่องที่ใช้งานหนักจริงได้สบาย ไม่ได้เป็นแค่มือถือกล้องดีแต่ด้านอื่นธรรมดา
รวมถึงยังให้การอัปเดตระบบ Android ยาวนานถึง 5 ปี และอัปเดตความปลอดภัยสูงสุด 7 ปี ช่วยเพิ่มความน่าใช้งานในระยะยาวมากขึ้นได้อีกมากทีเดียวครับ
vivo X300 FE ดูจะเป็นมือถือสำหรับทุกคนที่กำลังหามือถือไซซ์กำลังดี ที่ได้ทั้งกล้องซูมจริงจัง แบตอึด ใช้งานลื่น และพกง่าย รุ่นนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในมือถือที่ทำได้ดีที่สุดรุ่นหนึ่งของปีนี้เลยทีเดียวครับ
ราคาและโปรโมชั่น
vivo X300 FE เปิดจำหน่ายในราคา
- 12GB + 256GB ราคา 27,999.-
- 12GB + 512GB ราคา 31,999.-
vivo X300 FE ตัวเครื่องและชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm
- 12GB + 256GB ราคา 33,999.-
- 12GB + 512GB ราคา 37,999.-
รับของสมนาคุณ
- ต่อที่ 1️⃣ vivo Care ประกันตัวเครื่อง 2 ปี + ประกันหน้าจอแตก 2 ปี + ประกันแบตเตอรี่ 4 ปี
(มูลค่า 19,999.-) - ต่อที่ 2️⃣ รับฟรี vivo Buds Pro (มูลค่า 1,999.-)
- โปรโมชันพิเศษ 🔁 เก่าแลกใหม่ รับส่วนลดเพิ่มเติมจากราคาประเมินสูงสุด 5,000.-





































































































