Samsung Electronics เปิดเผยประมาณการผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 ระหว่างเดือนกรกฎาคม–กันยายน โดยทำยอดขายรวมประมาณ 195 ล้านล้านวอน หรือราว 4.5 ล้านล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 107.4 ล้านล้านวอน หรือราว 2.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจากไตรมาสก่อน
เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2026 ที่ Samsung มียอดขาย 171.5 ล้านล้านวอน และกำไรจากการดำเนินงาน 89.49 ล้านล้านวอน ตัวเลขไตรมาสล่าสุดสะท้อนการเติบโตอย่างชัดเจน โดยแรงหนุนสำคัญมาจาก ความต้องการชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากตลาด AI
กำไร Samsung พุ่งจากตลาดชิป AI
Samsung ระบุว่าตัวเลขไตรมาส 3 อยู่ที่ประมาณ 195 ล้านล้านวอนสำหรับยอดขาย และ 107.4 ล้านล้านวอนสำหรับกำไรจากการดำเนินงาน ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับปีก่อน
ในไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว 2025 ช่วงเวลาเดียวกัน Samsung มียอดขาย 86.06 ล้านล้านวอน และกำไรจากการดำเนินงาน 12.17 ล้านล้านวอนเท่านั้น
หากเทียบตัวเลขกำไรจากการดำเนินงานแบบปีต่อปี จะเห็นว่ากำไรของ Samsung ในไตรมาส 3 ปี 2026 เพิ่มขึ้นประมาณ 8.8 เท่า ขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า
ปัจจัยสำคัญมาจากธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะชิปหน่วยความจำที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI และการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องใช้หน่วยความจำประสิทธิภาพสูงในปริมาณมาก
แต่ธุรกิจมือถือ Samsung กำลังเจอแรงกดดัน
แม้ภาพรวมบริษัทจะทำกำไรได้มหาศาล แต่ธุรกิจสมาร์ทโฟนของ Samsung กลับกำลังเผชิญสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป
รายงานจากสื่อเกาหลีใต้ระบุว่า Mobile eXperience (MX) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสมาร์ทโฟนของ Samsung ได้เริ่มปรับลดแผนการผลิตสมาร์ทโฟนในไตรมาส 4 ปี 2026 โดยคาดว่าอาจลดลงสูงสุดประมาณ 30%
สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนชิปและหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการของตลาด AI จนมีแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่า สมาร์ทโฟนของ Samsung บางรุ่นอาจแทบไม่เหลือกำไรเมื่อวางจำหน่าย หากต้องแบกรับต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้น
สถานการณ์นี้สะท้อนภาพที่น่าสนใจของ Samsung ในปี 2026 คือ บริษัทกำลังได้ประโยชน์อย่างมากจากยุค AI ในฝั่งธุรกิจชิป แต่ในเวลาเดียวกัน ต้นทุนชิปที่สูงขึ้นกลับกลายเป็นแรงกดดันต่อธุรกิจสมาร์ทโฟนของตัวเอง
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังเป็น earnings guidance หรือประมาณการเบื้องต้น โดย Samsung จะเปิดเผยผลประกอบการฉบับเต็ม พร้อมรายละเอียดผลการดำเนินงานของแต่ละธุรกิจในภายหลัง








