พรีวิว OPPO Reno5 Series 5G ที่สุดของสมาร์ทโฟนสำหรับงานวิดีโอ Portrait

Noppinij

OPPO Reno5 และ OPPO Reno5 5G สมาร์ทโฟนสองรุ่นที่กำลังจะเปิดตัวออกมาพร้อมๆ กัน ทั่งคู่ถูกออกแบบมาภายใต้นิยาม “Picture Life Together”

OPPO Reno5 และ OPPO Reno5 5G ใส่ความเป็นที่สุดของงานถ่ายภาพวิดีโอ โดยเฉพาะงานวีดีโอสำหรับ Portrait ด้วยฟังก์ชั่นที่ช่วยให้เราถ่ายภาพและวิดีโอที่สวยงามออกมาได้ง่ายๆ ครับ มีความเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายด้านนะครับ ซึ่งเพื่อให้ทุกคนได้รู้จักกับสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นได้มากขึ้น เราจะมาพรีวิวความแตกต่างของทั้งสองรุ่นให้ได้รู้จักกันว่า แต่ละตัวมีจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างไร

มาเริ่มกับสิ่งที่เหมือนกันทั้งของทั้งสองรุ่นก่อนครับ นั้นก็คือ ทั้งสองรุ่นมีการออกแบบภายนอกที่เหมือนกันมาก แยกด้วยสายตาแทบไม่ออก ตัวเครื่องจะมีการออกแบบที่เน้นความบางและเบา เบาเพียง 171กรัม และมีความบางเพียง 7.8 mm ส่วนตัว OPPO Reno5 5G มีความบางเพียง 7.9 mm และมีน้ำหนักเบาเพียง 172กรัมเท่านั้นครับ เพื่อความสะดวกในการใช้งานและการพกพา

ทั้งสองรุ่นมีสีที่โดดเด่นเป็นพิเศษ นั้นคือ Galactic Silver สำหรับรุ่น 5G และ Fantasy Silver ในรุ่น 4G  มีความสวยงามของสีสันนับพัน ด้วยเทคโนโลยีการผลิตใหม่ล่าสุด Diamond Spectrum Process ทำให้เกิดเป็นเฉดสีใหม่นับพันสีบนฝาหลังของเครื่องเมื่อมีองค์ประกอบของสีจากแสงรอบตัวที่เปลี่ยนไป

ใช้หน้าจอแสดงผลขนาด 6.43 นิ้ว เป็นจอ AMOLED ความละเอียด FullHD+ และรีเฟรชเรทที่สูง 90Hz และรองรับการสแกนนิ้วบนหน้าจอโดยตรงได้ทั้งสองรุ่น

ประสิทธิภาพการใช้งานจะใช้หน่วยประมวลผลต่างกันนะครับ แต่จะมาพร้อม RAM 8GB และ ROM 128GB ที่เท่าๆ กันทั้งสองตัวครับ ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 11 และเป็นซีรี่ส์แรกของสมาร์ทโฟน OPPO ที่มากับระบบ Color OS11.1 ตั้งแต่แกะกล่องซึ่งเป็น UI เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ครับ

นี่คือสิ่งที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ทั้งสองรุ่นมีให้กับเราคล้ายๆ กัน  แต่สิ่งที่ต่างกันไปซึ่งเป็นตัวเลือกสำคัญก็มีอยู่มากตามที่ผมจะอธิบายด้านล่าง ถึงสิ่งที่เป็นจุดเด่นของทั้งสองรุ่น

จุดแตกต่างระหว่าง OPPO Reno5 และ OPPO Reno5 5G

หน่วยประมวลผลและการเชื่อมต่อ 5G

OPPO Reno5 5G เป็นสมาร์ทโฟนในยุค 5G เต็มตัวตามชื่อรุ่นครับ เพราะใช้หน่วยประมวลผลรุ่นแรงตัวนิยมที่รองรับการเชื่อมต่อ 5G อย่าง Snapdragon 765G ส่วนตัวธรรมดาจะใช้หน่วยประมวลในระดับใกล้เคียงกันแต่อยู่ในเทคโนโลยี 4G นั้นคือ Snapdragon 720G

ชื่อสีที่แตกต่างกัน

มาในชื่อสีที่ต่างกันเล็กน้อย โดยในสีดำจะใช้ชื่อสีว่า Starry Black ทั้งสองรุ่น แต่ในอีกสีจะใช้ชื่อต่างกัน นั้นคือ Galactic Silver สำหรับรุ่น 5G และ Fantasy Silver ในรุ่น 4G แม้จริงๆ แล้วจะเป็นสีที่เหมือนกันมากแทบจะเป็นสีเดียวกัน แต่ในเนื้อผิวของขั้นตอนการผลิต ตัว Galactic Silver ของรุ่น 5G จะมีพื้นผิวที่มีความวิบวับมากกว่าเล็กน้อย แต่มองแทบไม่เห็นความต่างด้วยตาเปล่าครับ

ซึ่งผมจะบอกว่า ทั้งสี Fantasy Silver และ Galactic Silver มีความสวยงามมากครับ มันเป็นสีผลึกที่สะท้อนกับเฉดสีรอบตัว ปรับเปลี่ยนโทนตัวเองได้เป็นพันๆ เฉดสี มีความระยิบระยับ ลูบสัมผัสสบายมือ และที่สำคัญไม่เกิดคราบมันลายนิ้วมือขึ้นมาให้ดูเลอะเลยแม้แต่น้อยครับ

แบตเตอรี่และเทคโนโลยีการชาร์จ

OPPO Reno5 5G จะให้แบตเตอรี่ขนาด 4300 mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จ 65W SuperVOOC 2.0 แบบเครื่องเรือธง ส่วนตัว 4G จะมาในแบตเตอรี่ 4310 mAh ใช้เทคโนโลยี 50W Flash Charge แทนนะครับ เป็นการชาร์จไวที่กำลังไฟสูงมาก แต่ยังเป็นรองเรื่องการชาร์จเมื่อเทียบกับตัวรุ่น 5G อยู่แค่นั้นเอง

และที่สำคัญ ทั้งสองรุ่นให้หัวชาร์จภายในกล่องมาเป็น 65W SuperVOOC 2.0 เหมือนกันทั้งสองรุ่นมาเลยครับ แต่จะรับไฟเข้าเครื่องได้ไม่เท่ากัน

กล้องถ่ายภาพ

สิ่งแรกที่แตกต่างกันของกล้องถ่ายภาพทั้งสองรุ่น ก็คือความละเอียดของกล้องถ่ายภาพด้านหน้าครับ ซึ่ง OPPO Reno5 5G จะให้กล้องหน้าความละเอียดมาที่ 32 ล้านพิกเซล แต่สำหรับตัว 4G จะให้กล้องหน้าที่มีความละเอียดสูงกว่า เป็นกล้องความละเอียด 44 ล้านพิกเซลเลยทีเดียว

คัดมาเพื่อคุณ

ส่วนกล้องหลังแม้จะให้ความละเอียดของกล้องมาเท่าๆ กัน แต่ฟังก์ชั่นการถ่ายภาพกลับมีไม่เท่ากันนะครับ โดยกล้องหลังของสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นจะเป็นกล้องหลัง 4 ตัว มาในความละเอียดกล้องหลักที่สูงถึง 64 ล้านพิกเซล และกล้องที่สองเป็นกล้องมุมกว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล กล้องที่สามเป็นกล้องสำหรับถ่ายภาพระยะใกล้แบบมาโคร ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และสุดท้ายเป็นกล้องสำหรับช่วยการจับโฟกัสและสีสัน ด้วยเลนส์ Mono 2 ล้านพิกเซล

แต่สิ่งที่ทั้งคู่แตกต่างกันก็คือโหมดการถ่ายภาพที่ตัว 4G จะมีมาให้มากกว่ารุ่น 5G ในบางโหมดครับ

โดยเจ้าโหมดการถ่ายวีดีโอตัวใหม่ Dual-view video ที่สามารถถ่ายวีดีโอกล้องหน้าและกล้องหลังได้พร้อมกันแบบเรียลไทม และปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงภาพของกล้องหน้าและกล้องหลังได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงการซูมภาพในขณะที่ถ่ายวีดีโอแบบสองกล้องไปได้พร้อมๆ กัน อันนี้เป็นความสามารถที่มีในสมาร์ทโฟนของทั้งสองรุ่นนะครับ

แต่โหมดที่จะมีให้ใช้ในแค่รุ่น 4G ก็คือลโหมดถ่ายภาพวีดีโอที่เล่นกับสี อย่าง AI Color Portrait การตัดสีสันรอบข้างทิ้งให้เหลือแต่บุคคล เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับแบบได้มากขึ้น และโหมดใหม่อีกหนึ่งตัว นั้นคือ AI Mixed Portrait หรือการถ่ายภาพวีดีโอที่นำวีดีโอมาซ้อนทับกับการถ่ายวีดีโอบุคคล Portrait ซึ่งนี้เป็นครั้งแรกของโลกเลยครับ ที่สามารถทำเช่นนี้ได้โดยสมาร์ทโฟนโดยตรง

ก็เรียกได้ว่าใครอยากได้ตัวประสิทธิภาพสูง รองรับการเชื่อมต่อ 5G และการชาร์จแบตเตอรี่ที่รวดเร็วและปลอดภัยเหมือนเครื่องเรือธง ก็แนะนำเป็นรุ่น 5G ครับ ส่วนใครไม่ได้ต้องการใช้งาน 5G และอยากได้สมาร์ทโฟนที่มีลูกเล่นในการถ่ายภาพวีดีโอได้อย่างยอดเยี่ยม ก็แนะนำเป็นรุ่น 4G ก็จะตรงใจกว่านั้นเองครับ

โดยทั้งสองรุ่นจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 มกราคมที่จะถึงนี้ ในเวลา 19.00 น. สามารถรับชมพร้อมกันได้แบบออนไลน์ ผ่านทางแฟนเพจของ OPPO ประเทศไทย โดยทั้งสองรุ่นนี้จะมาพร้อมโปรโมชั่นที่จะแถมของขวัญพิเศษ เป็นลำโพงบลูทูธ และตาชั่ง Smart Scale ที่ทาง OPPO เตรียมไว้ให้เป็นของสมนาคุณสำหรับผู้สั่งจอง

ของแถม OPPO Reno5

  • E-Vip Card
  • Smart Scale

ของแถม OPPO Reno5 5G

  • E-Vip Card
  • Smart Scale
  • Bluetooth Speaker

ก็สามารถรับชมคลิปพรีวิวตัวเครื่องจริงและของแถมในคลิปวีดีโอแกะกล่องด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ ส่วนใครที่สนใจก็สามารถติดตามงานเปิดตัวกันได้ในวันที่ 26 มกราคมที่จะถึงนี้ ในเวลาหนึ่งทุ่มตรงนะครับ