คุณกำลังอ่าน
รีวิว Galaxy Buds Live หูฟังไร้สายดีไซน์ใหม่ทรงถั่ว ตัดเสียงรบกวนได้

รีวิว Galaxy Buds Live หูฟังไร้สายดีไซน์ใหม่ทรงถั่ว ตัดเสียงรบกวนได้

Cherry Cola

Galaxy Buds Live หูฟังไร้สายแบบ Earbuds น้องใหม่จาก Samsung  ดีไซน์โดดเด่นเรียกว่าพลิกโฉมกันเลยทีเดียว และเป็นที่พูดถึงอย่างมากตรงที่หน้าตาเหมือนถั่วนั่นเอง ยังมาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้าง Active Noise Cancellation (ANC)  ได้เปิดตัวออกมาพร้อมกับ Samsung Galaxy Note 20 Series โดยที่ประเทศไทยมีวางจำหน่ายด้วยกัน 3 สี นั่นก็คือ Mystic Bronze (สีบรอนซ์), Mystic Black (สีดำ) และ Mystic White (สีขาว) ที่เป็นสีเดียวกันกับตัวสมาร์ทโฟน Note20 ซึ่งจุดเด่นของน้องถั่วที่นอกจากหน้าตาที่แปลกตาไปจากหูฟัง True Wireless ทั่วไปแล้ว ความสามารถอื่นๆ ที่ต่อยอดมาจาก Galaxy Buds และ Buds+ จะมีอะไรให้พูดถึงกันบ้าง ใส่แล้วจะหลุดง่ายมั้ย เสียงดีหรือเปล่า Appdisqus จะมาทดสอบเจ้าตัวหูฟังไร้สายน้องถั่วให้อ่านกันค่ะ

ดีไซน์

ดีไซน์ที่แปลกตาจากรุ่นก่อนและรุ่นอื่นในท้องตลาด ทำให้น้องถั่วดูโดดเด่นเป็นพิเศษ ขนาดเล็กกระทัดรัดเข้ากับสรีระใบหู ไม่ต้องกลัวว่าจะหลุดง่ายมั้ย จากการที่ได้ลองใส่แล้วหลุดยากกว่าแบบที่มีก้านไมค์ยื่นออกมาซะอีก นั่นก็เพราะมันมีส่วนที่เป็นช่องหูและส่วนโค้งของใบหูชั้นในเราล็อคไว้นั่นเอง รับรองว่าหูไม่ง่ายแน่นอน

การให้สีที่เป็นสีเมทาลิคเงางามให้ความหรูหรา ต้องบอกว่าสวยทุกสีจริงๆ แน่นอนว่าสีใหม่อย่าง Mystic Bronze จะเป็นที่ต้องการอย่างมาก เพราะเป็นสีใหม่ที่คนส่วนใหญ่ก็ต้องชอบอะไรที่มันใหม่อยู่แล้ว แต่เดี๋ยวก่อน..สีคลาสสิคอย่างสีขาว และสีดำ Mystic Black ตัวที่เรารีวิวอยู่นี่ ก็สวยไม่แพ้กันค่ะ

สีไม่ได้ดำสนิทจะออกเทา ในความสวยงามก็มีข้อเสียของสีเมทาลิค นั่นก็คือจะเป็นรอยนิ้วมือได้ง่ายค่ะ

ด้านนอกหูฟังประกอบไปด้วย จุดแตะสัมผัส เสาอากาศ ไมโครโฟน 2 ตัว

ด้านในของตัวหูฟังประกอบไปด้วยขั้วชาร์จครอบทับด้วยปีกยาง มีเซ็นเซอร์ที่ไวต่อการสัมผัส ช่องลำโพง และไมค์อีก 1 ตัวที่จะช่วยจับ Ambient Sound ด้านนอก ร่วมกับเสียงพูดของเราช่วยในเรื่องตัดเสียงรบกวน

ตัวแบตเตอรี่เคสสีตามตัวหูฟังค่ะ ด้านบนฝาเคสพิมพ์โลโก้ Samsung Sound by AKG อยู่ตรงกลาง

เคสด้านหน้าจะมีไฟบอกสถานะของการชาร์จ

ด้านในจะเป็นสีด้านตัวอักษร R , L บอกตำแหน่งการวางซ้าย/ขวา และไฟบอกสถานะ ถ้าขึ้นเป็นสีแดงแสดงสถานะของแบตเตอรี่ที่ไม่เต็ม ส่วนสีเขียวคือแบตฯ เต็มพร้อมใช้งาน

ขั้วชาร์จด้านหลังเป็นพอร์ตชาร์จ USB Type C

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวหูฟัง Galaxy Buds Live
  • กล่องเคสชาร์จ
  • ยางส่วนปีก (เสริม 1 ไซด์)
  • สาย USB Type C
  • คู่มือสารพัดภาษา

การเชื่อมต่อ

เจ้าหูฟังน้องถั่วของเราสามารถใช้ได้ทั้ง IOS และ Android การเชื่อมต่อหูฟังเป็นอะไรที่ง่ายมากค่ะ ถ้าเป็นระบบ Android ก่อนอื่นเราต้องติดตั้งแอพพลิเคชั่น Galaxy Wearable ส่วน IOS จะเป็นแอพฯ ที่ชื่อว่า Galaxy Buds Live ชื่อเดียวกับหูฟังเลย เริ่มนำตัวหูฟังใส่กล่องเคสชาร์จ จากนั้นปิดและเปิดกล่องกล่อง หูฟังเอียบัดจะเข้าสู่โหมดจับคู่บลูทูธโดยอัตโนมัติ หน้าต่างป๊อบอัพจะปรากฏขึ้นบนหน้าจอสมาร์ทโฟน

หลังเชื่อมต่อ ที่หน้าจอสมาร์ทโฟนก็จะแสดงคำแนะนำ กดตามคำแนะนำเพื่อสิ้นสุดการเชื่อมต่อ เท่านี้เราก็พร้อมใช้งานเอียบัดแล้ว

วิธีการใส่

เห็นน้องถั่วหลายคนอาจจะงงๆ ว่าจะใส่ยังไงหว่า..ตรวจสอบทิศทางของตัวหูฟังเอียบัดก่อนว่าถูกข้างมั้ย ตัวลำโพงจะต้องอยู่ด้านล่างของหู หลังจากนั้นสอดส่วนล่างลงในใบหูให้ตัวลำโพงพอดีอยู่ในรูหู หลังจากนั้นปรับให้เข้าดีให้พอดีกับหู การใส่ที่ถูกต้องตัวเอียบัดจะเป็นแนวแบบนี้ค่ะ

ตัวหูฟังเอียบัดจะไม่ทำงานหากไม่อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ถ้าใส่แล้วยังรู้สึกว่าไม่พอดีให้เปลี่ยนยางส่วนปีกอีกไซส์ที่แถมมาให้ในกล่องค่ะ

การใช้งานหูฟัง

การใช้งานหูฟังเอียบัดหลังจากการเชื่อมต่อทางโทรศัพท์ของเราแล้ว สามารถควบคุมการใช้งานได้จากตัวหูฟัง ทั้งการโทรออกหรือรับสาย รวมถึงการเลื่อนหรือเล่นเพลงก่อนหน้า

 

๐      แตะหนึ่งครั้ง – เล่นหรือพักเพลง

๐๐    แตะสองครั้ง – เล่นเพลงถัดไป / ตอบรับสายหรือจบการสนทนา

๐๐๐  แตะสามครั้ง – เล่นเพลงก่อนหน้า

—-   กดค้าง – เป็นการปฏิเสธสายเรียกเข้า (หรือ เพิ่ม/ลดเสียง โดยการเข้าไปตั้งค่า)

การปรับระดับเสียงผ่านตัวหูฟัง

เราต้องเข้าไปตั้งค่าผ่านแอพฯ Galaxy Wearable ก่อนค่ะ เข้าไปที่การควบคุมด้วยการแตะ > เลือกแตะค้าง> จะเลือกเป็นซ้ายหรือขวาก็ได้ค่ะ เพราะเลือกข้างหนึ่งอีกค้างจะเปลี่ยนให้เหมือนกันโดยอัตโนมัติ จะเลือกเป็นการกดเลือกการ ปิด/เปิด การตัดเสียงภายนอก , คำสั่งเสียง , ลด/เพิ่มระดับเสียง ,หรือการกดเข้าแอพสตรีมเพลง Spotify โดยตรง

คัดมาเพื่อคุณ

หลังจากตั้งค่าแล้ววิธีการเพิ่มเสียงโดยการแตะค้างที่บริเวณหูฟังจนได้ระดับเสียงที่พอใจก็ปล่อย ทำแบบเดียวกันที่ข้างซ้ายเมื่อต้องการลดเสียงค่ะ

ทดสอบเสียง

ตัว Buds แต่ละรุ่นที่ออกมาตั้งแต่ Buds จนมาถึง Buds+ เสียงดีทุกรุ่น คุณภาพเสียงจูนโดยผู้เชี่ยวชาญอย่าง AKG พลังเสียงนุ่มลึกมีมิติด้วยลำโพงขนาด 12 มม. และ Bass Duct นอกจากนี้ยังมาพร้อมลำโพง 3 ตัว เพื่อเสียงที่คมชัด ฟังได้กับทุกแนวเพลง เพลงป๊อบใสๆ หรือบีทที่เร้าใจแบบแนวซินท์ป๊อป เทคโนป๊อป ที่เน้นเครื่องดนตรีสังเคราะห์  แนวเพลงในปัจจุบันที่นิยมฟังกันเรียกว่าทำได้ดีเลยค่ะ เสียงดนตรีฟังสนุกไม่แหลมบาดหู  โดยรวมถือว่าดีเลยค่ะ

ถ้าฮาร์ดคอร์ขึ้นไปอีกระดับตัวนี้เบสไม่ได้หนักนะ แค่ระดับกลางๆ อาจจะไม่สะใจสาวกหูเหล็กเท่าไหร่ แต่ก็พอปรับแต่งเสียงเบสขึ้นมาได้อีกนิดหน่อย

เพราะมีแอพ Galaxy Wearable เราสามารถเข้าไปปรับอีควอไลเซอร์ ในแบบที่เราชอบได้อยากได้เบสหนัก เสียงชัดขึ้น หรือชอบความนุ่มลึก เราเข้าไปปรับเพิ่มได้ตามชอบ ก็จะเพิ่มขึ้นมาให้พอชื่นใจ เหมือนจูนมาให้เราฟังเพลงในระดับกลางๆ ไม่ได้เน้นความโดดเด่นของเสียงไหนเป็นพิเศษ

ระบบตัดเสียงรบกวน

ตัวหูฟังน้องถั่วพิเศษกว่า Buds รุ่นก่อนตรงที่มี ANC หรือ Active Noise Cancellation ที่จะช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้างแต่ยังคงไว้ให้ผู้ใส่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นรอบด้าน เพิ่มความเป็นความชัดเจนในการฟังเพลงมากขึ้น  เราสามารถเปิด/ปิด ANC โดยการเข้าไปเปิด/ปิด ในแอพฯ Galaxy Wearable หรือจะตั้งค่าในแอพฯ ให้ทำการกดเปิด/ปิด ที่ตัวหูฟังโดยตรง โดยเข้าไปที่การควบคุมด้วยการแตะ > เลือกแตะค้าง> เลือก “การตัดเสียงภายนอก”

ซึ่งจากการทดสอบระบบตัดเสียงรบกวน มันก็ไม่ถึงกับเงียบสนิทค่ะ แต่ก็ดรอปเสียงรบกวนไปเยอะ ไม่ได้เงียบเวอร์วังเวง ใครมาคุยใกล้ๆ ก็พอได้ยินอยู่ ด้วยขนาดและรูปทรงของมันด้วยเต็มที่ก็น่าจะได้ประมาณนี้แหละ

การชาร์จ

การชาร์หูฟังเอียบัดทำได้หลายวิธีด้วยกันค่ะ ทั้งการต่อสายชาร์จ USB โดยตรง ชาร์จไร้สายบนแท่นชาร์จ รวมถึงการชาร์จด้วยสมาร์ทโฟนของคุณ โดยการเปิด Wireless PowerShare โดยการเลื่อนหน้าจอลงมาไปยังแผงเร่งด่วนของโทรศัพท์ โดยการวางเคสบนด้านหลังสมาร์ทโฟนบริเวณตรงกลางเครื่อง

ไฟบอกสถานะของระดับแบตเตอรี่ เมื่อทำการชาร์จไฟแบตเตอรี่จะแสดงระดับไฟผ่านสีของไฟ ไฟสีแดงแสดงการชาร์จไฟระดับ 30% มากกว่านั้นจะเป็นไฟสีเหลือง และสีเขียวหมายถึงแบตเตอรี่เต็มพร้อมใช้งาน นอกจากนี้ยังสามารถเช็คแบตเตอรี่ผ่านทางแอพฯ Galaxy Wearable ได้ด้วยค่ะ

ใช้งานได้นานสูงสุดถึง 29 ชั่วโมง(รวมเคสชาร์จ) หรือชาร์จเพียง 5 นาที สามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 1 ชั่วโมง ถ้าเปิดใช้งาน ANC ก็ใช้งานได้ต่อเนื่องประมาณ 4-6 ชั่วโมง

มีมาให้เลือกถึง 3 สีสุดคลาสสิค ได้แก่ Mystic Bronze, Mystic Black และ Mystic White ราคา 6,990 บาท

0
ดีมาก
75100
จุดเด่น

ดีไซน์สวย

เสียงดี

มีแอพพลิเคชั่นรองรับ

เชื่อมต่อได้ทั้ง Android และ IOS

ต้องปรับปรุง

สีเมทาลิคทำให้เป็นรอยนิ้วมือได้ง่าย

Cherry Cola