5 อุปกรณ์ต้องมีเพื่อการใช้งาน iPadOS บน iPad Pro 2018 อย่างมือโปรแทนโน๊ตบุ๊ค

iPadOS พร้อมให้อัพเดตอย่างเป็นทางการแล้วบนอุปกรณ์ iPad หลากหลายรุ่นและ iPad Pro ทุกรุ่น โดยเชื่อว่าถึงตอนนี้เพื่อนๆ หลายๆ คนอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่าฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับ iPadOS นั้นมันเพียบพร้อมให้ iPad รุ่นท็อปอย่าง iPad Pro 2018 ที่มาพร้อมพอร์ต USB C สามารถกลายร่างมาเป็นอุปกรณ์มือโปรแทนโน๊ตบุ๊คในชีวิตประจำวันได้จริงๆ (และตัวอเล็กซ์เองก็ลองใช้ชีวิตอยู่กับ iPadOS มาหลายเดือนแล้วและขอยืนยันว่าใช้งานได้ดีมากๆ จริงๆ) และเพื่อเป็นการต้อนรับการเปิดให้อัพเดตอย่างเป็นทางการของ iPadOS ในวันนี้ APPDISQUS ขอแชร์ 5 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ใช้งาน iPad Pro 2018 ทุกคนเพื่อการใช้งาน iPad Pro บน iPadOS อย่างเต็มประสิทธิภาพ!

5 อุปกรณ์จำเป็นเพื่อการใช้งาน iPadOS บน iPad Pro 2018 อย่างเต็มประสิทธิภาพ

1. Apple Pencil เจนเนอร์เรชั่น 2 (4490 บาท)

Apple Pencil Generation 2

Apple Pencil ถือเป็นอุปกรณ์จำเป็นมากๆ เบื้องต้นของการใช้งาน iPad Pro 2018 และ iPad รุ่นอื่นๆ ที่รองรับให้โปรได้จริงๆ เลยทีเดียว เพราะหน้าจอของ iPad นั้นเป็นหน้าจอที่เหมาะสมกับการเขียน จดบันทึก หรือวาดรูปเป็นที่สุด โดยเฉพาะกับ iPad Pro 2018 ที่มาพร้อมกับหน้าจอที่มีรีเฟรชเรตสูงถึง 120Hz ยิ่งทำให้การเขียนนั้นเป็นอะไรที่สมบูรณ์และลื่นไหลแบบสุดๆ

และเนื่องจากในบทความนี้เราจะพูดถึง iPad Pro 2018 เป็นหลัก ดังนั้น Apple Pencil ที่รองรับการใช้งานในรุ่นนี้จึงเป็น Apple Pencil 2 ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่อย่างการแตะสองทีที่หัวปากกาเพื่อเปลี่ยนเครื่องมือเป็นเครื่องมือที่สอง หรือการชาร์จด้วยแถบแม่เหล็กที่ช่วยแก้ปัญหาความประหลาดของการชาร์จแบบเสียบตูดพอร์ต Lightning ของเครื่องในรุ่นแรกได้อย่างลงตัวมากๆ และตัวมันเองนอกจากจะทำหน้าที่เป็นดินสอสำหรับงานเขียนและงานศิลปะบน iPad Pro 2018 แล้ว มันยังทำหน้าที่เสมือนเมาส์ของระบบที่เราสามารถหยิบมาใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องพึ่งพาเมาส์จริงๆ อีกด้วย

 

2. Apple Smart Keyboard Folio (6,490 สำหรับ iPad Pro 11 นิ้ว และ 7290 สำหรับ iPad Pro 12.9 นิ้ว)

iPad Smart Keyboard Folio

แน่นอนว่า iPad Pro จะเป็นอุปกรณ์แทนคอมพิวเตอร์ของคุณไม่ได้เลยหากขาดคีย์บอร์ดดีๆ สักตัว ซึ่งจุดนี้ Apple เองก็เล็งเห็นความสำคัญของประสบการณ์การพิมพ์ด้วยแป้นพิมพ์จริงสำหรับอุปกรณ์โปรๆ อย่าง iPad จึงมีการออก Apple Smart Keyboard Folio ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งเคสและคีย์บอร์ดที่เชื่อมต่อด้วย Smart Connector ในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องชาร์จแบตเตอร์รี่ของตัวมันเองเหมือนพวกคีย์บอร์ดแบบบลูทูธ ซึ่งสำหรับ iPad Pro 2018 นั้นต้องเลือก Smart Keyboard Folio ที่ผลิตตรงรุ่นสำหรับ iPad Pro ในเจนเนอร์เรชั่นนี้เท่านั้น (ซึ่งนับเป็นเจนเนอร์เรชั่นที่ 3) โดยจะมีด้วยกัน 2 ขนาดคือ ขนาด 11 นิ้วสำหรับ iPad Pro 2018 รุ่น 11 นิ้ว และขนาด 12.9 นิ้ว สำหรับอุปกรณ์ iPad Pro 2018 รุ่น 12.9 นิ้วนั่นเอง

แต่ทั้งนี้หากเพื่อนๆ ไม่ได้สนใจต้องใช้คีย์บอร์ดถึงระดับ Apple Smart Keyboard Folio คุณสามารถเลือกใช้คีย์บอร์ดบลูทูธตัวใดก็ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ราคาไม่ได้แพงอะไรแล้วมาใช้งานแทน แต่ APPDISQUS ขอย้ำตัวใหญ่ๆ ตรงนี้ว่ายังไงเพื่อนๆ ก็ต้องมีคีย์บอร์ดเพื่อการใช้งาน iPad Pro 2018 บน iPadOS ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดระดับโปรนั่นเอง

เกาะประเด็น:  โปร iPhone 11 ทั้งสามรุ่นของ AIS มาแล้วเริ่มที่ 15,200 บาท มาดูข้อมูลและราคาเครื่องเปล่าที่ลดให้แม้ไม่ติดสัญญาใดๆ

 

3. Apple Magic Mouse หรือเมาส์บลูทูธดีๆ สักตัว

mouse with iPadOS

iPadOS ถือเป็น iOS ตัวแรกที่รองรับการใช้งานเชื่อมต่อเมาส์อย่างเป็นทางการ ซึ่งก็ถือเป็นหนึ่งในนิมิตรหมายที่ดีที่ว่า Apple เริ่มมอง iPad เป็นอุปกรณ์ระดับโปรแทนโน๊ตบุ๊คอย่างจริงจังขึ้นเสียที โดยการใช้งานเมาส์บน iPadOS นั้นใช้ความสามารถของ Assistive Touch มาเป็นตัวช่วย ซึ่งก็เอื้อให้การทำงานพื้นฐานเช่นการเลื่อนเคอร์เซอร์ใน Microsoft Word นั้นทำได้ง่ายดายขึ้นราวกับใช้บนคอมพิวเตอร์จริงๆ

อย่างไรก็ตามการใช้งานเมาส์นั้นยังไม่ถือว่าสมบูรณ์นักบน iPadOS ในขณะนี้ เพราะหนึ่งในสิ่งที่ยังทำไม่ได้คือการควบคุมการสัมผัสที่เป็นฟังก์ชั่นพื้นฐานของเมาส์สมัยใหม่ในปัจจุบัน เช่น Magic Mouse จากทาง Apple เอง แต่ iPadOS เองก็เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าปุ่มพิเศษอื่นๆ ที่อยู่บนเมาส์และนอกเหนือไปจากปุ่มคลิกซ้ายและคลิกขวาให้สามารถเปลี่ยนเป็นการเรียกใช้งานฟังงก์ชั่นอื่นๆ แทนได้ ซึ่งน่าจะถูกใจเพื่อนๆ ที่ใช้พวก Gaming Mouse ที่มีปุ่มเยอะแยะมากมายอย่างแน่นอน

ฟังก์ชั่นการรองรับการใช้งานเมาส์บน iPadOS นั้นครอบคลุมไปถึงเมาส์ที่ต่อผ่าน USB C หรือ USB ปกติ (หากใช้งาน USB C Hub) ด้วย ไม่ได้จำกัดเฉพาะเมาส์บลูทูธเท่านั้น แต่หากให้ APPDISQUS แนะนำ เราก็อยากจะแนะนำให้หาเมาส์ไร้สายที่ไม่จำเป็นต้องเสียบพอร์ตให้เสียช่องอะไรมาใช้งาน เพื่อที่เราจะได้เก็บพอร์ตเหล่านั้นเอาไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นต่อไปดีกว่าครับ

 

4. USB-C Hub อุปกรณ์เพิ่มพอร์ตให้ iPad Pro 2018 เพื่อการใช้งานแบบโปรๆ (Baseus USB C Hub สำหรับ iPad Pro 2018) (ประมาณ 1,300 บาท)

USB-C Hub iPad Pro

iPad Pro จะเหมาะสมกับมือโปรได้จริงๆ นั้นต้องมาพร้อมกับพอร์ตที่จำเป็นแบบครบถ้วน โดยหนึ่งในอุปกรณ์ที่จำเป็นมากๆ ก็คือเจ้า USB C Hub ที่จะมาช่วยเพิ่มช่องทางการเชื่อมต่อของ iPad Pro 2018 ให้กับเพื่อนๆ ได้นั่นเอง และอุปกรณ์ตัวนี้เองที่ทำให้ iPad Pro รุ่นที่เหมาะกับการทำงานแบบโปรๆ จริงๆ นั้น ณ ตอนนี้ยังมีความเป็นไปได้เพียงแค่รุ่นเดียวเท่านั้น ซึ่งคือรุ่นปี 2018 อันถือเป็นรุ่นล่าสุด ณ ปัจจุบันนี้นั่นเอง โดยสำหรับอเล็กซ์แล้ว ผมใช้ Baseus USB C Hub ที่ออกแบบมาสำหรับ iPad Pro 2018 โดยเฉพาะและสามารถใช้งานร่วมกับเคสต่างๆ และ Apple Smart Keyboard Folio ได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร

เจ้า Baseus USB C Hub ที่อเล็กซ์เลือกใช้นั้นออกมาแบบมาให้เข้ามุมของเครื่อง iPad Pro พอดี พร้อมกับมีสายที่ก็ทำมาพอดีสำหรับการเชื่อมต่อเข้าพอร์ต USB C ของ iPad Pro 2018 ของเราด้วยเช่นกัน จึงทำให้สำหรับ APPDISQUS แล้ว นี่คือ USB C Hub ที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้แล้วสำหรับ iPad Pro 2018 โดยจุดเด่นของมันนั้นมาพร้อมกับช่องเสียบ SD Card, MicroSD Card, ช่อง USB C สำหรับการชาร์จไฟ iPad Pro แบบไม่ต้องถอดอุปกรณ์ หรือสำหรับการเชื่อมต่อกับพวก External Harddisk หรืออุปกรณ์ USB C รวมไปจนถึงช่อง USB A ที่ตรงมุมบนของตัวเครื่องสำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ USB ทั่วไปเช่นแฟลชไดรฟ์หรือเมาส์แบบมีสาย และที่สำคัญที่สุดคือช่อง HDMI Out ซึ่งสำคัญมากๆ สำหรับการส่งภาพและเสียงขึ้นไปยังโปรเจ็คเตอร์สำหรับการพรีเซนต์หรือรับชมหนังและภาพยนตร์ต่างๆ ด้วย และอีกหนึ่งจุดที่อาจสำคัญสำหรับใครหลายๆ คน (แต่ไม่ได้สำคัญสำหรับผมมากนักแล้วเพราะตอนนี้ใช้หูฟังไร้สายมานานแล้ว) คือช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ที่ทำมาสำหรับคนที่ยังต้องการฟังเพลงผ่านหูฟังเสียบสายแบบปกติทั่วไปอยู่นั่นเอง

เกาะประเด็น:  Apple วางแผนที่จะสร้างโมเด็ม 5G ของตัวเองในปี 2022

ฟังก์ชั่นทั้งหมดนี้ถูกแพ็ครวมอยู่ใน Baseus USB C Hub ที่ใช้วัสดุการออกแบบพรีเมี่ยมสุดๆ (สี Space Grey) ในราคาที่ได้มาไม่ถึง 1,400 บาท ส่วนตัวแล้วเลยถือว่าคุ้มค่ามากจริงๆ แต่ทั้งนี้ iPad Pro 2018 นั้นมีพอร์ตชาร์จแบบ USB C จึงทำให้เพื่อนๆ สามารถเลือกอุปกรณ์เสริมพวก USB C Hub อื่นๆ มาใช้งานแทนได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นตัวนี้นะครับ หากสนใจก็หาที่ตัวเองชอบมาจับจองเป็นเจ้าของ เพื่อการใช้งาน iPad Pro บน iPadOS แบบมือโปรกันได้เลย อันนี้จำเป็นมากจริงๆ…ขอบอก

 

5. จอยคอนโทรลเลอร์ Dualshock 4 (PlayStation 4) หรือ Xbox

DualShock 4 On iPadOS

iOS13 และ iPadOS นั้นมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดสำหรับนักเล่นเกมตัวยงอย่าง Apple Arcade ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นอันรู้ดีกันอยู่แล้วว่าอุปกรณ์ iPhone และ iPad นั้นถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถทางการเล่นเกมอยู่แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย หากจะมีสิ่งใดที่ขาดไปก็คงจะเป็นเกมคอนโทรลเลอร์ดีๆ สักตัวที่ Apple เองก็เคยพยายามทำก่อนหน้านี้ด้วยการออก MFi Kits ออกมาให้นักพัฒนาอิสระได้ทำจอยคอนโทรลเลอร์ที่รองรับการใช้งานบน iOS แต่ก็ยังดูเหมือนจะไม่สำเร็จเท่าที่ควร เพราะด้วยสรีระของจอยที่ออกแบบมาไม่ได้มาตรฐานนัก และนักพัฒนาเกมเองที่ก็คงไม่อยากจะต้องมานั่งพัฒนาโปรไฟล์ของจอยเกมส์แบบใหม่นี้ที่ดูจะไม่ได้รับความนิยมมากนักมาในตัวเกม จนในที่สุด Apple เองก็เหมือนจะกึ่งยอมแพ้ และยอมให้สามารถใช้งานคอนโทรลเลอร์ของ PS4 (Dualshock 4) และ Xbox ได้อย่างเป็นทางการบน iOS13 และ iPadOS ซึ่งนั่นรวมไปถึงการแมพปุ่มตามจอยเกมจากค่ายดังทั้งสองค่ายจริงด้วย ทำให้นักพัฒนาเองก็ไม่ต้องเสียเวลามาออกแบบเลย์เอาต์ปุ่มสำหรับเกมตัวเองใหม่ และเปิดโอกาสให้นักเล่นเกมเองก็ได้ใช้จอยเกมระดับไฮเอ็นด์ที่คุ้นเคยนี้ในการเล่นเกมบน iOS13 และ iPadOS จริงๆ เพื่อให้ขยับประสบการณ์เข้าใกล้คำว่าคอนโซลสำหรับอุปกรณ์ iOS อย่างแท้จริงอีกด้วย

ดูวิธีการเชื่อมต่อคอนโทรลเลอร์ของ PS4 (Dualshock 4) เข้ากับ iPadOS และ iOS13 บน iPhone

นอกจากนี้เจ้าจอยคอนโทรลเลอร์ของ PS4 อย่าง Dualshock 4 นั้นยังรอบรับการเล่นเกม PS4 บน iOS, iPadOS ผ่านแอพ Remote Play ของ PlayStation ด้วย ทำให้ PlayStation 4 นั้นไม่ถูกจำกัดเป็นคอนโซลนั่งเล่นน่าทีวีอีกต่อไป แต่ยังสามารถเล่นได้ทุกที่บน iPhone และ iPad โดยไม่จำเป็นต้องพกเครื่อง PS4 ไปที่ไหนอีกด้วย โดยมีข้อจำกัดเดียวว่าเครื่อง PlayStation 4 นั้นจะสามารถสตรีมภาพมาบน iPhone, iPad ได้มากสุดที่ความละเอียด 720p ในขณะที่เครื่อง PlayStation 4 Pro นั้นสามารถสตรีมเกมมาเล่นบนอุปกรณ์ทั้งสองอย่างของเราได้ที่ความละเอียด 1080p ซึ่งถือว่าเป็นความละเอียดที่ควรจะเป็นความละเอียดมาตรฐานบนหน้าจอ Liquid Retina ของ iPad Pro 11 นิ้ว และ 12.9 นิ้วของเราแล้ว (ดังนั้นใครอยากได้ประสบการณ์ภาพดีๆ ก็ควรสตรีมเกมมาจากเครื่อง PlayStation 4 Pro นะ)

 


ทั้งหมดนี้คือ 5 อุปกรณ์ที่จะยกระดับการใช้งาน iPadOS บน iPad Pro 2018 ของคุณให้แทนเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาหลักได้เลย หรือใกล้เคียงมากที่สุด แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าที่เราจะพาเพื่อนๆ ไปพบกับแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจสำหรับ iPad บน iPadOS ที่รับรองได้ว่าหากมีติดเครื่องไว้ รับรองว่าไม่ว่างานอะไรคุณก็ทำได้จาก iPad Pro ตัวเก่งอย่างแน่นอน  รอติดตามเอาไว