Ubisoft ยืนยันอย่างเป็นทางการถึงแผนการปิดสตูดิโอหลายแห่งภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า พร้อมยกเลิกเกมที่อยู่ระหว่างการพัฒนารวม 6 โปรเจกต์ โดยการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมรายงานผลประกอบการ ซึ่งผู้บริหารระบุว่าบริษัทกำลังปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อโฟกัสการทำงานผ่านโมเดล “Creative House” จำนวน 5 กลุ่ม แทนการกระจายทีมพัฒนาเป็นสตูดิโออิสระจำนวนมากเหมือนที่ผ่านมา
Yves Guillemot ซีอีโอของ Ubisoft ระบุว่าการตัดสินใจปิดสตูดิโอและปรับโครงสร้างเป็นเรื่องยาก แต่จำเป็นต่อการสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว โดยหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สะเทือนแฟนเกมมากที่สุดคือการยกเลิก Prince of Persia: The Sands of Time Remake รวมถึงอีก 4 โปรเจกต์ที่ยังไม่เปิดเผย และเกมมือถืออีก 1 เกม ซึ่งทั้งหมดไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพใหม่ที่บริษัทตั้งไว้
การปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง Ubisoft เผชิญปีที่ท้าทาย มีการปลดพนักงานในหลายสตูดิโอ เช่น Massive, RedLynx และทีมงานในอาบูดาบี ขณะที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้ปิดสตูดิโอมือถือในแคนาดาและสวีเดนไปแล้ว พร้อมเดินหน้าปรับระบบการทำงานให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศเต็มรูปแบบ
แม้จะมีข่าวการปิดสตูดิโอและยกเลิกเกม แต่ Ubisoft กลับนำเสนอแนวโน้มทางการเงินในเชิงบวก โดย Frédérick Duguet ซีเอฟโอเผยว่าบริษัทคาดการณ์ยอดจองสุทธิไตรมาส 3 ที่ราว 330 ล้านยูโร (ประมาณ 12,600 ล้านบาท) สูงกว่าคาด จากความแข็งแกร่งของเกมเก่าและความร่วมมือทางธุรกิจ แม้ภาพรวมรายได้ 9 เดือนจะยังลดลงจากปีก่อนก็ตาม
Ubisoft ยังยืนยันว่ามีเกมสำคัญอย่างน้อย 1 โปรเจกต์ถูกเลื่อนจากปีนี้ไปปีหน้า และมีอีก 7 เกมที่เลื่อนกำหนดการออกไป โดยบริษัทตั้งเป้าให้โครงสร้าง Creative House ใหม่ช่วยสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแรงภายใน 3 ปี ผ่านการให้อิสระแต่ละทีมดูแลแฟรนไชส์ของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ
หนึ่งใน Creative House หลักคือ Vantage Studios ซึ่ง Tencent ถือหุ้นทางเศรษฐกิจอยู่ 26% จะรับผิดชอบแฟรนไชส์ระดับเรือธงอย่าง Assassin’s Creed, Far Cry และ Rainbow Six โดยเป้าหมายคือการผลักดันให้แต่ละซีรีส์เติบโตเป็นแบรนด์ระดับพันล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งทิศทางใหม่นี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของ Ubisoft อย่างชัดเจนในช่วงหลายปีข้างหน้า
แหล่งที่มา : Gamerant









