วอชิงตัน ดี.ซี. — โครงการสมาร์ตโฟนและเครือข่ายมือถือที่ใช้ชื่อ Trump Mobile กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองและกฎหมาย หลังสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ ฝั่งเดโมแครตยื่นหนังสือเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลสอบสวนข้อกล่าวหาโฆษณาเท็จและหลอกลวงผู้บริโภค จากกรณีรับเงินมัดจำอุปกรณ์ แต่ยังไม่มีการส่งมอบสินค้า
สภาคองเกรสขอให้ FTC ตรวจสอบ
กลุ่มสมาชิกรัฐสภาเดโมแครต 11 คน นำโดย Elizabeth Warren เรียกร้องให้ Federal Trade Commission (FTC) เปิดการสอบสวน Trump Mobile ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายเสมือน (MVNO) ที่เปิดตัวกลางปี 2025 โดยตั้งข้อสงสัยว่าเข้าข่าย “โฆษณาเท็จและการปฏิบัติทางการค้าที่หลอกลวง”
ในจดหมายถึง FTC สมาชิกสภาคองเกรสระบุว่า หน่วยงานควรแสดงความเป็นอิสระในการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าธุรกิจนั้นจะมีความเชื่อมโยงทางการเมืองหรือไม่ก็ตาม
เปิดตัวมาครึ่งปี แต่ “โทรศัพท์ยังไม่มา”
Trump Mobile ดำเนินงานโดยบริษัทเอกชน T1 Mobile LLC ซึ่งเพียง “เช่าใช้ชื่อ Trump” เพื่อทำการตลาด โดยไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารโดยตรงของครอบครัวทรัมป์ แม้จะมีการโปรโมตจากบุตรชายของ Donald Trump
บริการเปิดตัวด้วยแพ็กเกจเดียว ค่าบริการราว 48 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 1,700 บาท) ได้ดาต้า 20GB และชูจุดขาย “ไม่ตรวจเครดิต” เพื่อดึงกลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงผู้ให้บริการรายใหญ่ได้ยาก
ประเด็นใหญ่คือ Trump Phone ที่ประกาศรับจองพร้อมเงินมัดจำ แต่ผ่านมากว่า 6 เดือนยังไม่มีการส่งมอบเครื่อง ไม่มีวันจัดส่งที่ชัดเจน และข้อมูลการตลาดเปลี่ยนไปมา จนเกิดคำถามว่าโครงการนี้มีตัวตนจริงหรือไม่
เคลม “ผลิตในสหรัฐฯ” แต่ความจริงสวนทาง
Trump Mobile เคยโฆษณาว่า Trump Phone ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตสมาร์ตโฟนเชิงพาณิชย์ในปริมาณมาก
รายงานระบุว่า อุปกรณ์ที่นำมาขายอาจเป็น iPhone และ Samsung เครื่องรีเฟอร์บิช ที่นำเข้าจากจีนและเกาหลีใต้ หากเป็นจริงถือว่าขัดต่อกฎของ FTC ด้านการโฆษณา นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เองยังยอมรับในภายหลังว่า คำกล่าวอ้างดังกล่าว “ยังไม่เป็นความจริง” แม้จะระบุว่าในอนาคตอยากให้เกิดการผลิตในประเทศก็ตาม
ความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจตามมา
หากการสอบสวนชี้ว่ามีการหลอกลวงจริง T1 Mobile LLC อาจเผชิญบทลงโทษหลายด้าน ตั้งแต่ค่าปรับจาก FTC การบังคับคืนเงินลูกค้า ไปจนถึงคำสั่งห้ามประกอบธุรกิจในลักษณะเดียวกันในอนาคต
นอกจากนี้ อัยการรัฐต่าง ๆ อาจเปิดคดีอาญาเพิ่มเติม และยังมีความเสี่ยงต่อ คดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class Action) จากผู้บริโภค ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทางการเงินอย่างรุนแรง โดยจนถึงขณะนี้ บริษัทยังไม่ออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการ








