Emergency SOS via satellite บน iPhone ถูกยกให้เป็นฮีโร่เงียบ หลังช่วยชีวิตนักสกี 6 คนจากเหตุหิมะถล่มใกล้ทะเลสาบทาโฮ สหรัฐฯ โดยสามารถติดต่อหน่วยกู้ภัยได้แม้ไม่มีสัญญาณมือถือ ฟีเจอร์นี้มีใน iPhone 14 ขึ้นไป และยังเปิดให้ใช้งานฟรีในหลายประเทศ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างทริปสกีในพื้นที่ห่างไกลเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ทำให้นักสกีเสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย สูญหาย 1 ราย และมีผู้รอดชีวิต 6 คน โดยรายงานระบุว่าผู้รอดชีวิตได้ใช้ฟีเจอร์ Emergency SOS via satellite บน iPhone เพื่อติดต่อหน่วยกู้ภัยจากพื้นที่ไร้สัญญาณมือถือได้สำเร็จ
เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณยอดเขา Castle Peak ใกล้เมือง Truckee ในแนวเทือกเขา Sierra Nevada ซึ่งเป็นพื้นที่สกีแบบ backcountry หรือสกีนอกเส้นทางรีสอร์ต กลุ่มนักสกีรวม 15 คน ประกอบด้วยลูกค้า 11 คน และไกด์ 4 คน ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ เพื่อทำทริปแบบเดินทางต่อเนื่องหลายวัน
ช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุ พื้นที่ดังกล่าวเผชิญพายุหิมะรุนแรง มีหิมะสะสมราว 3–6 ฟุต และมีคำเตือนความเสี่ยงหิมะถล่มจากหน่วยงานท้องถิ่นอยู่ก่อนแล้ว กระทั่งเวลาประมาณ 11:30 น. ของวันที่ 17 กุมภาพันธ์ เกิดหิมะถล่มขนาดใหญ่พัดเข้าปกคลุมกลุ่มนักสกีอย่างฉับพลัน ทำให้หลายคนถูกฝังอยู่ใต้หิมะ
เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และอีก 1 รายยังสูญหายที่คาดว่าน่าจะเสียชีวิตเช่นกน เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุหิมะถล่มที่รุนแรงที่สุดในสหรัฐฯ ในรอบหลายสิบปี
อย่างไรก็ตาม ผู้รอดชีวิต 6 คนสามารถหาที่กำบังชั่วคราวและใช้สัญญาณ beacon รวมถึงฟีเจอร์ Emergency SOS ผ่านดาวเทียมบน iPhone เพื่อส่งพิกัดขอความช่วยเหลือ แม้พื้นที่ดังกล่าวไม่มีสัญญาณเครือข่ายมือถือ การติดต่อผ่านดาวเทียมทำให้ทีมค้นหาเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้แม่นยำขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้าย
การกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากยังมีหิมะตกต่อเนื่อง ลมแรง และมีความเสี่ยงเกิดหิมะถล่มซ้ำ เจ้าหน้าที่ต้องใช้ทั้งเฮลิคอปเตอร์ ทีมค้นหาภาคพื้นดิน และอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณฉุกเฉินเพื่อระบุตำแหน่งผู้ประสบภัย
เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำความเสี่ยงของกิจกรรม backcountry skiing ซึ่งอยู่นอกเขตรีสอร์ตที่มีระบบควบคุมความปลอดภัย พร้อมกันนั้นยังสะท้อนให้เห็นบทบาทของเทคโนโลยีสื่อสารผ่านดาวเทียมบนสมาร์ตโฟนที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในพื้นที่ไร้สัญญาณ เพราะฟีเจอร์ Emergency SOS via satellite ทำให้ทีมกู้ภัยเข้าถึงพื้นที่ได้ทันเวลา
Emergency SOS via satellite คืออะไร
ฟีเจอร์นี้เป็นส่วนขยายของระบบโทรฉุกเฉิน 911 บน iPhone แต่ต่างกันตรงที่สามารถเชื่อมต่อผ่าน ดาวเทียม ได้โดยตรง เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณมือถือหรือ Wi-Fi
ปกติการโทร 911 จะต้องผ่านเครือข่ายของผู้ให้บริการ แต่ในกรณีไม่มีสัญญาณ ระบบจะเชื่อมต่อกับดาวเทียมที่อยู่เหนือศีรษะผู้ใช้แทน ทำให้สามารถส่งข้อความหรือโทรขอความช่วยเหลือได้จากพื้นที่ห่างไกล เช่น ภูเขา ป่า หรือทะเล
อย่างไรก็ตาม การสื่อสารผ่านดาวเทียมจะช้ากว่าปกติ
• ในสภาพท้องฟ้าเปิด อาจใช้เวลาส่งข้อความประมาณ 30 วินาที
• หากมีต้นไม้หรือสิ่งกีดขวาง อาจใช้เวลา 60 วินาทีขึ้นไป
• หากมีภูเขาหรือสิ่งก่อสร้างสูงบัง อาจเชื่อมต่อไม่ได้
Apple เปิดตัวฟีเจอร์นี้ครั้งแรกใน iPhone 14 และตั้งแต่ iOS 18 เป็นต้นมา ผู้ใช้สามารถส่งข้อความผ่านดาวเทียมถึงบุคคลทั่วไปได้ ไม่จำกัดเฉพาะหน่วยฉุกเฉิน
Emergency SOS ผ่านดาวเทียม ระบบที่ดี แต่พื้นที่ใช้งานยังจำกัด
การจะใช้งาน Emergency SOS ผ่านดาวเทียม นอจากผู้ใช้จะต้องมีอุปกรณ์ที่รองรับแล้ว จะต้องอยู่ในประเทศที่รองรับด้วยเช่นกันถึงจะสามารถใช้งานได้ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และอีกหลายประเทศในยุโรป
การใช้งานมีขั้นตอนหลักดังนี้
• เมื่อไม่มีสัญญาณ ระบบจะถามว่าต้องการเชื่อมต่อดาวเทียมหรือไม่
• หรือเข้าได้ที่ Control Center > Cellular > Satellite
• ต้องอยู่กลางแจ้งและเห็นท้องฟ้าชัดเจน
• ระบบจะแสดงภาพแนะนำให้ขยับเครื่องไปยังตำแหน่งที่ดาวเทียมอยู่
เมื่อเชื่อมต่อแล้ว ควรพยายามโทร 911 ก่อน หากโทรไม่ได้จะมีตัวเลือก “Emergency Text” ให้ส่งข้อความแทน
ผู้ใช้ต้องตอบคำถามสั้น ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ เช่น บาดเจ็บหรือไม่ ต้องการหน่วยแพทย์หรือไม่ จากนั้นระบบจะส่งข้อมูลสำคัญไปยังเจ้าหน้าที่ ได้แก่
• พิกัดตำแหน่ง
• ระดับแบตเตอรี่ที่เหลือ
• ข้อมูล Medical ID (ถ้าตั้งค่าไว้)
• แจ้งเตือนผู้ติดต่อฉุกเฉินอัตโนมัติ
ปัจจุบันบริการดังกล่าว ทาง Apple เปิดให้ใช้งานได้ฟรี 2 ปีหลังเปิดใช้งานเครื่อง ซึ่งมาถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการเรียกเก็บเงินจริงกับผู้ใช้รายใด และยังไม่มีการประกาศราคาในอนาคต
ทั้งนี้ ผู้ให้บริการเครือข่ายบางราย เช่น T-Mobile ในสหรัฐฯ ก็มีบริการเชื่อมต่อดาวเทียมของตนเองเช่นกัน
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ
เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำว่าฟีเจอร์ความปลอดภัยบนสมาร์ตโฟนไม่ใช่แค่ฟังก์ชันเสริม แต่สามารถช่วยชีวิตได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
สำหรับผู้ใช้ iPhone รุ่นใหม่ การทำความเข้าใจวิธีใช้งาน Emergency SOS via satellite ไว้ล่วงหน้า อาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่สร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลในวันที่เกิดเหตุไม่คาดคิด










