เมื่อวันวางจำหน่าย Crimson Desert ในวันที่ 19 มีนาคมใกล้เข้ามา รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเกมบน PS5 Pro ก็เริ่มถูกเปิดเผยออกมา
โดยข้อมูลล่าสุดมาจากทีมงาน Digital Foundry ในวิดีโอใหม่ที่มีความยาวเกือบ 30 นาที Digital Foundry ได้วิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเกมบนคอนโซลดังกล่าว รวมถึงตัวเลือกต่าง ๆ ที่ผู้เล่นสามารถปรับแต่งเพื่อสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพกราฟิกและประสิทธิภาพของเกม
เวอร์ชัน PS5 Pro ของ Crimson Desert จะมีโหมดกราฟิกให้ผู้เล่นเลือกทั้งหมดสามโหมด ได้แก่ Performance, Balanced และ Quality โหมด Performance ตั้งเป้าหมายที่ 60 FPS เมื่อเปิดใช้งาน VSync หรือมากกว่า 60 FPS หากใช้หน้าจอที่รองรับ Variable Refresh Rate พร้อมกับ Ray Tracing คุณภาพสูง โดยเกมจะเรนเดอร์ที่ความละเอียด 1080p ก่อนอัปสเกลขึ้นไปเป็น 4K
ส่วนโหมด Balanced จะเรนเดอร์ที่ 1440p แล้วอัปสเกลเป็น 4K เช่นกัน โดยยังคงใช้ Ray Tracing คุณภาพสูงเหมือนเดิม แต่ตั้งเป้าเฟรมเรตไว้ที่ 40 FPS เมื่อเปิด VSync หรือมากกว่า 48 FPS หากใช้จอที่รองรับ Variable Refresh Rate ขณะที่โหมด Quality จะล็อกเฟรมเรตไว้ที่ 30 FPS พร้อมความละเอียด 4K แบบเนทีฟโดยไม่มีการอัปสเกลและใช้ Ray Tracing ระดับ Ultra
ในโหมด Performance และ Balanced การอัปสเกลภาพจะใช้เทคโนโลยี PSSR ของ Sony John Linneman จาก Digital Foundry ได้กล่าวถึง Crimson Desert ว่าเป็นเกมที่น่าทึ่งมาก เมื่อพูดถึงประสิทธิภาพโดยรวม Digital Foundry ระบุว่ายังต้องรอเวอร์ชันเต็มก่อนจึงจะสามารถสรุปผลได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามโหมด Performance ถูกมองว่าทำได้ดีในความพยายามที่จะรักษาเป้าหมายเฟรมเรต 60 FPS









