AMD FSR 4 Redstone และ Ray Regeneration ทดสอบการก้าวกระโดดของเรย์เทรซยุคใหม่บน Call of Duty: Black Ops 7
เทคโนโลยีอัปสเกลของ AMD ก้าวสู่ยุคใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อบริษัทเปิดตัว FSR 4 Redstone พร้อมฟีเจอร์สำคัญ FSR Ray Regeneration ที่ยกระดับการประมวลผลเรย์เทรซแบบ “ใหม่ยกเซต” เน้นทำให้ภาพสะอาดขึ้น คงความคมของรายละเอียด และยังเพิ่มประสิทธิภาพเฟรมเรตอีกด้วย โดยเกมแรกที่รองรับอย่างเป็นทางการคือ Call of Duty: Black Ops 7 ซึ่งเปิดใช้งานพร้อมแพตช์วันที่ 14 พฤศจิกายน
จากการทดสอบจริงบนเครื่องประกอบด้วย Radeon RX 9070 คู่กับ Ryzen 7 9700X3D พบว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่แค่อัปสเกลทั่วไป แต่เป็นการปรับโครงสร้างเรย์เทรซใหม่ทั้งหมดจนเห็นผลลัพธ์แบบ “ใช้แล้วรู้สึกได้ทันที” ทั้งเรื่องความนิ่งของภาพ สัญญาณรบกวนที่ลดลง และเฟรมเรตที่ดีขึ้นแบบชัดเจน

ในบทความนี้
AMD FSR 4 Redstone คืออะไร?
FSR 4 Redstone คือเทคโนโลยีอัปสเกลรุ่นใหม่ของ AMD ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความคมและเพิ่มเฟรมเรตในเกมยุคปัจจุบัน โดยตัวมันทำงานแบบ “open standard” คือรองรับแม้กระทั่งการ์ดจอค่ายอื่น ไม่ได้จำกัดเฉพาะ Radeon เท่านั้น
จุดเด่นของ FSR 4 อยู่ที่การยกเครื่องระบบอัปสเกลทั้งหมด ทำให้ได้ภาพคมใกล้เคียง native มากขึ้น พร้อมระบบ Frame Generation แบบใหม่ที่ช่วยเติมเฟรมแทรกเพื่อให้เกมลื่นไหลกว่าเดิม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับฉากที่มี Ray Tracing หนัก ๆ ซึ่งปกติจะกินเฟรมอย่างมาก
FSR 4 จะทำการเรนเดอร์ที่ความละเอียดต่ำกว่า เช่น เกมอาจเรนเดอร์ที่ 1440p แทน 4K หรือ 900p แทน 1440p วิธีนี้ทำให้ GPU ใช้พลังงานน้อยลงทันที ส่งผลให้เฟรมเรตพื้นฐานสูงขึ้นก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนอัปสเกล การเรนเดอร์ต่ำกว่า native เป็นสิ่งที่ทำมานานแล้ว แต่ FSR 4 แตกต่างตรงที่มันสามารถ “ฟื้นฟูรายละเอียดที่หายไป” ได้อย่างแนบเนียนมากจนผู้เล่นแทบแยกไม่ออกว่าภาพสร้างจากความละเอียดจริงหรืออัปสเกล
อีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญของ FSR 4 คือระบบ Frame Generation รุ่นใหม่ที่สามารถสร้างเฟรมสังเคราะห์ขึ้นมาเพิ่มระหว่างเฟรมจริง เช่น จาก 60 FPS สามารถขยับขึ้นไปเป็น 90–120 FPS ได้ โดยใช้เทคนิค optical flow และ motion vectors
Ray Regeneration คืออะไร?
หาก FSR 4 คือเครื่องมือทำให้ภาพคมและเฟรมสูงขึ้น Ray Regeneration ก็คือเครื่องมือที่ทำให้ Ray Tracing “สวยแบบที่ควรจะเป็น”
Ray Regeneration คือระบบ AI Denoiser รุ่นใหม่ของ AMD ที่ใช้ Machine Learning เข้ามาลบ noise ของแสงแบบ real-time โดยประมวลผลทุกพิกเซลในเฟรม ช่วยแก้ปัญหาที่พบได้บ่อย เช่น
- โลหะสะท้อนแสงแล้วแตกเป็น noise
- ควันไฟหรือหมอกกลายเป็นเม็ด ๆ
- เงาดูไม่สมจริงหรือกระพริบเมื่อกล้องเคลื่อน
- แสงแฟลร์เกิด artifact เหมือนลอยอยู่บนภาพ
ฟีเจอร์นี้เข้ามาทำให้ Ray Tracing คมขึ้น นิ่งขึ้น และมีความเสถียรแม้ในฉากแสดงผลหนักอย่างฉากยิงในพื้นที่มืดหรือฉากที่มีควันปริมาณมาก
1) คุณภาพเรย์เทรซคมขึ้นอย่างชัดเจน
การเรนเดอร์แสงสะท้อนทำออกมาดูดีสบายตามากขึ้นดูสมจริงมากขึ้นโดยเฉพาะพวกพื้นผิวที่สะท้อนแสง โดยเฉพาะพื้นโลหะที่เคลื่อนไหวเร็ว Noise ลดลงกว่า FSR รุ่นก่อนแบบทันตาเห็น
2) ภาพนิ่งขึ้นเวลาแพนกล้องเร็ว
เมื่อแพนกล้องในฉากควันไฟหรือระเบิด เฟรมไม่แตกเป็น noise patch เหมือนเดิม ทำให้ไม่รู้สึกปวดตา หรือรู้สึกรำคาญมีอะไรมากวนใจ โดยเฉพาะโหมด Multiplayer
3) เฟรมเรตดีขึ้นจากโครงสร้าง Pipeline ใหม่
เพราะ Ray Regeneration Upscale + Frame Generation ทำให้ Pipeline ของ FSR 4 Redstone สะอาดขึ้นและลดภาระ GPU ลง ส่งผลให้เฟรมเรตโดยรวมสูงขึ้นราว 15–20% (ขึ้นกับฉาก) แม้จะปรับ Ultra ทุกอย่างแต่เฟรมก็นิ่งมากๆ ไม่ค่อยมีเฟรมแกว่งให้เห็น
ตอนนี้มีเกมอะไรบ้างที่รองรับ AMD FSR 4 Redstone และ Ray Regeneration?
-
Call of Duty: Black Ops 7 : เป็นเกมแรกที่ทาง AMD ประกาศรองรับ FSR Redstone + Ray Regeneration อย่างเป็นทางการ
-
Cyberpunk 2077 : เป็นหนึ่งในเกมที่รองรับ FSR 4 หลังอัปเดตล่าสุดในไดรเวอร์ของ AMD
-
F1 25 : รวมอยู่ในรายการเกมที่เพิ่มเข้ามาในชุดเกมใหม่ที่รองรับ FSR 4
-
Frostpunk 2 : อีกหนึ่งชื่อในรายชื่อเกมที่รองรับ FSR 4 ล่าสุด
-
ARK: Survival Ascended : อยู่ในรายชื่อเกมที่แสดงว่ารองรับ FSR 4 ในแหล่งข้อมูลหลายแห่ง
วิธีการเปิด AMD FSR 4 Redstone และ Ray Regeneration
โดยวิธีการเปิดหรือเช็คว่าเกมที่ตนเองมีอยู่มีฟังก์ชั่นนี้ไหมก็สามารถทำได้โดยการเข้าไปที่การตั้งค่าในหน้ากราฟฟิก( ( ส่วนใหญ่จะอยู่ในหน้า Upscale ) ถ้าคอมพิวเตอร์ของเรา และ ตัวเกมรองรับ FSR 4 ก็จะมีฟังก์ชั่นให้เราสามารถเปิด AMD FSR 4 ได้ ส่วน Ray Regeneration จะอยู่ในหมวดหมู่ของ Ray Tracing และเหมือนกัน หากคอม และ ตัวเกมเรารองรับ เราสามารถเปิดได้จากหน้า Setting โดยตรง
ข้อจำกัดและเงื่อนไขที่ควรรู้
แม้ว่า AMD FSR 4 Redstone และ Ray Regeneration จะยกระดับคุณภาพภาพและเฟรมเรตได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ผู้เล่นควรทราบก่อนใช้งานจริง
- ต้องใช้การ์ดจอรุ่นใหม่ (RDNA 4) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด : FSR 4 รองรับการใช้งานบน GPU หลายค่าย แต่ประสิทธิภาพสูงสุด—รวมถึงฟีเจอร์ Ray Regeneration—ออกแบบมาสำหรับ Radeon RX 9000 Series เป็นหลัก หากใช้ GPU รุ่นเก่ากว่าอาจเปิดได้แต่ผลลัพธ์ไม่เต็มประสิทธิภาพ
- ไม่ใช่ทุกเกมที่รองรับ Ray Regeneration : แม้เกมที่รองรับ FSR 4 จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ Ray Regeneration จะรองรับเฉพาะเกมที่มีระบบ Ray Tracing และได้รับการอัปเดตเฉพาะจากผู้พัฒนา เช่น Call of Duty: Black Ops 7 ที่เป็นเกมแรกที่รองรับ
- ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับคุณภาพของเกมและการอัปเดตของผู้พัฒนา : บางเกมอาจยังมีปัญหา ghosting หรือ artifact เล็กน้อย หากเกมยังไม่ได้ปรับจูน Pipeline ให้เหมาะสมกับ FSR 4 Redstone
-
การเปิด Frame Generation อาจเพิ่มค่า Latency : แม้ว่าจะทำให้เฟรมเรตสูงขึ้น แต่ Frame Generation ทุกค่าย รวมถึง AMD อาจเพิ่มความหน่วงของภาพเล็กน้อย โดยเฉพาะในเกม FPS ที่ต้องการความตอบสนองสูง
สเปกขั้นต่ำ–สเปกที่แนะนำสำหรับใช้งาน FSR 4 Redstone และ Ray Regeneration
แม้ AMD FSR 4 Redstone จะออกแบบมาให้เป็นระบบที่ “เปิดกว้าง” สามารถใช้งานได้บนการ์ดจอหลายค่าย ทั้ง AMD, NVIDIA และ Intel แต่เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับ Ray Regeneration ซึ่งเป็นฟีเจอร์ด้านการประมวลผลแสงแบบ ML การเลือกฮาร์ดแวร์ให้เหมาะสมถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมาก
1) GPU ขั้นต่ำ
-
AMD: Radeon RX 6000 Series ขึ้นไป
-
NVIDIA: GeForce RTX 20 Series ขึ้นไป
-
Intel: Arc A-Series
ตัวเลือกเหล่านี้จะสามารถเปิด FSR 4 Upscaling ได้ แต่ Ray Regeneration จะไม่ทำงานเต็มประสิทธิภาพ บน GPU รุ่นเก่าหรือที่ไม่มีพลัง ML มากพอ
2) CPU ขั้นต่ำ
-
Ryzen 5 / Intel Core i5 (Gen 10 ขึ้นไป) : เพียงพอสำหรับการจัดการ Pipeline ของ FSR 4 แต่ไม่เหมาะกับการเล่นเกมที่ใช้ RT หนักมาก
3) RAM ขั้นต่ำ
-
16GB DDR4/DDR5 : สำหรับเกมยุคใหม่ที่ใช้ Ray Tracing ปริมาณข้อมูลแสง (lighting data) มีมากขึ้น
4) ระบบปฏิบัติการ / API
-
Windows 10/11
-
DirectX 12
สรุป: FSR 4 Redstone คือการยกระดับครั้งใหญ่ของ AMD ที่น่าสนใจและเห็นผลจริง
จากการใช้งานจริงใน Call of Duty: Black Ops 7 ฟีเจอร์ FSR Ray Regeneration ทำให้เรย์เทรซนิ่ง คม และสวยขึ้นแต่ยังคง FPS ไว้เหมือนเดิมทำให้เหมาะกับเกมเมอร์ที่ชอบสายภาพสวย แต่ก็ทั้งยังช่วยลดภาระ GPU ทำให้เกมลื่นขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับ RX 9070 + Ryzen 9700X3D ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ AMD ที่กลับมาตอบโจทย์ทั้งสายเกมแข่งขันและสายภาพสวยในเวลาเดียวกัน
การมาของ FSR 4 Redstone และ Ray Regeneration ถือเป็นจุดที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้ใช้การ์ดจอ AMD แบบชัดเจน เพราะนอกจากจะได้ภาพที่นิ่ง คม และคุณภาพ Ray Tracing ที่เหนือกว่าเดิม ยังได้รับประโยชน์จาก Pipeline ใหม่ที่ออกแบบมาพร้อมสถาปัตยกรรม RDNA 4 โดยเฉพาะ ส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมสูงกว่าเมื่อใช้บนการ์ดจอค่ายอื่น
ทำให้คุณได้การ์ดที่แรงเพียงพอสำหรับเกมล่าสุดโดยไม่ต้องจ่ายเท่าการ์ดระดับท็อปสุดในตลาด ทำงานได้ “คุ้มค่า” — นี่คือสิ่งที่คู่แข่งหลายรุ่นอาจทำได้ไม่เต็มที่ในช่วงราคานี้ครับ
















