ผมได้ไปร่วมสัมผัสประสบการณ์ในงาน AIS SIAM ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–20 ตุลาคม 2569 และได้ทดลองนวัตกรรม AI ทั้ง 4 ไฮไลต์ที่ AIS นำมาจัดแสดงด้วยตัวเอง สิ่งที่น่าสนใจคือ แต่ละเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์แปลกใหม่ที่นำมาโชว์ความสามารถเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของโครงข่ายสื่อสารที่ต้องพร้อมรองรับการทำงานของอุปกรณ์และบริการดิจิทัลที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ
4 ไฮไลต์ AI ที่สะท้อนความสำคัญของเครือข่ายยุคใหม่
ภายในงานมีนวัตกรรมให้ทดลองถึง 4 รูปแบบ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่หุ่นยนต์อัจฉริยะ อุปกรณ์ AI สำหรับชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการสร้างคอนเทนต์และการค้าขายออนไลน์
1. Robot Dog หุ่นยนต์สี่ขาอัจฉริยะ
หุ่นยนต์สุนัขที่สามารถต้อนรับผู้มาเยือน นำทาง และเสิร์ฟอาหารหรือเครื่องดื่มได้ เป็นตัวอย่างของการนำ AI มาทำงานร่วมกับอุปกรณ์จริง ซึ่งต้องอาศัยทั้งการประมวลผลและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ดี
2. AI Movie Scene เปลี่ยนตัวเองให้เป็นตัวเอกในภาพยนตร์
ไฮไลต์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานเข้าไปมีส่วนร่วมกับการสร้างภาพและวิดีโอสั้นด้วย AI ในสไตล์ของตัวเอง สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างคอนเทนต์ด้วย AI กำลังเข้าถึงผู้ใช้งานทั่วไปมากขึ้น และเมื่อเทคโนโลยีลักษณะนี้ได้รับความนิยม การเชื่อมต่อที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพก็จะยิ่งมีความสำคัญต่อประสบการณ์ใช้งาน
3. AI Glasses และ AI Toy ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ใกล้ตัวขึ้น
แว่นตาอัจฉริยะและของเล่น AI แสดงให้เห็นทิศทางของอุปกรณ์ที่สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม ค้นหาข้อมูล แนะนำเส้นทาง หรือแปลภาษา นี่คืออีกกลุ่มอุปกรณ์ที่มีโอกาสเติบโตต่อไปในอนาคต และการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพย่อมเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ใช้งาน
4. AI Live Streaming ยกระดับการขายออนไลน์ด้วย AI
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าสนใจในมุมธุรกิจ คือโซลูชันที่ช่วยให้การนำเสนอสินค้าผ่านไลฟ์ออนไลน์สามารถใช้เสียงและการขยับริมฝีปากให้สอดคล้องกับภาษาต่าง ๆ ได้ ช่วยลดข้อจำกัดด้านภาษาและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ Live Commerce กลายเป็นช่องทางสำคัญของธุรกิจออนไลน์
ทั้ง 4 ไฮไลต์มีรูปแบบการใช้งานแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงกันคือการนำ AI มาทำงานร่วมกับอุปกรณ์และบริการดิจิทัล ซึ่งต้องการโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพมารองรับ เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ ไม่ใช่เพียงมีความสามารถอยู่บนกระดาษเท่านั้น
AIS 5G-ADVANCED กับการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
สิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจจากงานนี้ คือ AIS เลือกนำเทคโนโลยีที่จับต้องและทดลองได้จริงมาเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารเรื่องความพร้อมของเครือข่าย แทนที่จะนำเสนอเพียงตัวเลขความเร็วหรือคำประกาศเกี่ยวกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต
สำหรับ AIS 5G-ADVANCED เป็นการนำ AI มาผสานกับเทคโนโลยีการรวมคลื่นความถี่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูล โดย AIS ระบุว่าสามารถเพิ่มความเร็วดาวน์โหลดได้สูงสุด 1.5 เท่า และอัปโหลดได้สูงสุด 2 เท่า เมื่อเทียบกับการใช้งานตามเงื่อนไขอ้างอิงของบริษัท พร้อมระบุว่าครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ 100% และพื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัด
แน่นอนว่า การมีเครือข่ายที่ดีไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์ AI ทุกชนิดจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ เพราะยังมีปัจจัยด้านตัวอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ และระบบประมวลผลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่พร้อม ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้เทคโนโลยีเหล่านี้พัฒนาต่อไปได้
เมื่อมองไปข้างหน้า อุปกรณ์ AI และบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ ๆ มีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้น ทั้งในชีวิตประจำวัน ภาคธุรกิจ และการสร้างคอนเทนต์ ความพร้อมของเครือข่ายจึงไม่ใช่เรื่องของความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการรองรับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายและเติบโตขึ้นในอนาคต
สำหรับผม งาน AIS SIAM ครั้งนี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ AIS ต้องการเดินหน้าอย่างชัดเจน คือการวางรากฐานเครือข่ายให้พร้อมสำหรับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน พร้อมนำตัวอย่างการใช้งานจริงมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
เพราะสุดท้ายแล้ว ความพร้อมของเครือข่ายไม่ได้วัดกันแค่ตัวเลขที่ประกาศออกมา แต่ยังต้องดูด้วยว่าโครงข่ายนั้นจะช่วยรองรับนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจริงได้มากแค่ไหน และทำให้คนไทยพร้อมก้าวไปกับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างมั่นใจเพียงใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ AIS พยายามนำเสนอผ่านงานครั้งนี้















