ข้อดี:

น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย
การออกแบบจุกยางสวมใส่ Eartips ทำได้ดีมาก ไม่ระคายหูแม้ใช้ในเวลานานๆ
ระบบตัดเสียง 4 Windsmart Noise canceling Mics คุยชัดแม้มีเสียงรบกวนหรือลมปะทะ
หูฟังทั้งสองข้างคุณภาพเท่ากัน สามารถใช้งานทั้งคู่พร้อมกัน หรือใช้เพียงข้างใดข้างหนึ่งได้เช่นกัน
กันน้ำกันเหงื่อ ไม่ต้องกลัวฝนหรือใส่ออกกำลังกาย

ข้อเสีย:

ยังขาดฟังก์ชั่นการสลับหูฟังตัวหลักและตัวรองแบบอัตโนมัติ เมื่อแบตเตอรี่หูฟังหลักหมดหรือเก็บเข้ากล้อง

Plantronics BackBeat PRO 5100 เป็นหูฟังไร้สาย หรือ True Wireless แบบที่สมัยนิยมนี้แหละครับ หน้าตาดูดำ เล็ก เบา วัยรุ่น แต่ไม่โลดโพนมาก ใช้สีตามคำพ้องเสียงของชื่อมัน ก็คือ “สีดำ” ทั้งตัวหูฟังและกล่องครับ

อุปกรณ์ภายในกล่อง ก็มีตัวหูฟัง พร้อมกล่องชาร์จที่มีแบตเตอรี่ในตัว สายชาร์จ Micro USB และ Eartips หรือจุกหูฟังสำรองอีกสองขนาด (เล็ก กับ ใหญ่) รวมกับที่ติดกับตัวหูฟังซึ่งเป็น Eartips ไซด์กลางแล้ว ก็เท่ากับว่ามีจุกหูฟังมาให้สามขนาดครับ

หน้ากล่องจะมีเขียนระบบสำคัญของหูฟังรุ่นนี้เอาไว้ “4 Windsmart Noise canceling Mics”

อธิบายก่อนเลยว่าระบบนี้มันไม่ใช่ระบบตัดเสียงรบกวนแบบเมื่อสวมใส่หูเราแล้วโลกจะเงียบนะครับ หลายคนเข้าใจผิด แต่เป็นระบบตัวนี้เป็นตัวตัดเสียงรบกวนของตัวไมค์! ไมค์สำหรับการสนทนาผ่านเสียงนั้นแหละครับ มันทำให้เวลาเราใช้สายโทรคุยกับใครสักคน ปลายสายจะได้ยินเสียงเราชัดเจนแม้อยู่ในสถานะมีเสียงรบกวน โดยเฉพาะเสียงลม

จากที่ทดสอบใช้คุยสายแบบยืนอยู่หน้าพัดลม ปลายสายไม่บ่นว่าหนวกหู ฟังกันรู้เรื่อง ตัวไมค์ของหูฟังตัดเสียงรบกวนออกจนเหมือนอยู่ในห้องปกติ ฉะนั้นระบบ Noise canceling Mics จึงจำเป็นและเหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการหูฟังสนทนาคุณภาพสูง ที่มีไมค์รับเสียงและระบบตัดเสียงรบกวนคุณภาพสูง หรือใครที่ชอบการขับขี่มอเตอร์ไซด์แล้วเจอปัญหาคุยโทรศัพท์กับปลายสายไม่ค่อยรู้เรื่อง ระบบนี้สำคัญกับคุณแน่นอน และเจ้า BackBeat PRO 5100 ตัวนี้มีให้ครับ

นอกจากเรื่องของระบบไมค์ที่ดีแล้ว ผมขอเริ่มต่อจากข้อเด่นของเจ้าหูฟังตัวนี้อีกข้อที่รู้สึกได้ชัดเจนไม่แพ้กัน มันคือ “ความสบาย” จากที่ใช้งานมาต้องบอกว่าสบายหูในหลายๆ ด้านเลย ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงและวัสดุของจุกหูฟังที่เป็นทรงกลวยเรียวแล้ว มันทำให้ ไม่เจ็บหูเลยครับ

อันนี้ใครคิดว่างานออกแบบช่วยอะไรไม่ได้ ต้องมาเจอตัวนี้ จะพิสูจน์ให้รู้เลยว่าหูฟังแบบ In-Ear ไม่ได้จะทำให้เรารู้สึกระคายหูเสมอไป

เพราะ BackBeat PRO 5100 เป็นหูฟังที่ผมสวมใส่แล้วสบายรูหูผมมากที่สุดเท่าที่เคยใช้ In-Ear มาเลย บวกกับน้ำหนักของหูฟังที่เบามากๆ (เบายันกล่อง) ทำให้ยิ่งรู้สึกไม่เป็นภาระที่จะสวมหูฟังทิ้งไว้แม้ในเวลาไม่ได้ใช้ และไม่ต้องคอยถอดเข้าถอดออกเพื่อผ่อนคลายใบหูบ่อยๆ ครับ อาจจะมีบ้างที่ถอดออกเพื่อพักหู แต่ความระคายที่ปกติมักจะเป็นเมื่อใช้หูฟัง In-Ear นานๆ แทบไม่มีเลยครับ ออกแบบมาดีมาก

BackBeat PRO 5100 มีมาตรฐานกันละอองน้ำ IPX4 สาดกระเซ็นมาโดนหรือฝนตกยังเอาอยู่ครับ รวมถึงสามารถกันเหงื่อของผู้สวมใส่ ฉะนั้นใส่ออกกำลังกายได้นะครับ

มีไฟแสดงสถานะทั้งบนตัวหูฟังและตัวกล้องสำหรับแจ้งการเชื่อมต่อ และไฟสถานะการชาร์จแบตเตอรี่ และจะสังเกตเห็นได้ว่า ทาง Plantronics ออกแบบไฟแจ้งเตือนของ BackBeat PRO 5100 ให้ไม่รกตา ไม่โลดโพนแยงตา มีเพื่อให้รู้สถานะเท่านั้นจริงๆ ครับ เพราะไฟแจ้งเตือนพวกนี้เล็กมาก

เกาะประเด็น:  รีวิว Infinix HOT 8 ถูกเกินคาด แบตเยอะ 5,000 mAh จอใหญ่เต็มตา 6.6 นิ้ว ในราคาแค่ 2,990 บาท

การใช้งาน

ในด้านของการใช้ Backbeat Pro 5100 เน้นการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านทางแอพพลิเคชั่นเฉพาะชื่อ “BackBeat“ ของ Plantronics เช่นกันครับ ซึ่งรองรับทั้งในระบบ Android และ iOS สามารถดาวน์โหลดติดตั้งลงเครื่องเพื่อเชื่อมต่อได้เลย จำเป็นต้องใช้เพราะความสามารถทั้งหมดของหูฟัง เราสามารถควบคุมและตั้งค่าได้จากแอพพลิเคชั่นตัวนี้ครับ

แอพพลิเคชั่นตัวนี้ทำหน้าที่ทุกอย่าง ทั้งเรื่องของการอัพเดทระบบชุดหูฟัง การกำหนดค่าใช้งานของหูฟัง การเปลี่ยนภาษาของหูฟัง (จะบอกว่าหูฟัง Backbeat Pro 5100 มีเสียงเมนูภาษาไทยด้วยนะครับ) รวมถึงการแจ้งสถานะการเชื่อมต่อและสถานะแบตเตอรี่

มีฟังก์ชั่นการติดตามตำแหน่งของหูฟังจากการเชื่อมต่อล่าสุด และเมื่ออยู่ในระยะสามารถสั่งงานให้หูฟังส่งเสียงคลื่นความถี่ออกมาให้หาเจอได้ง่ายขึ้น

การควบคุมของ BackBeat PRO 5100 เรียบง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ หน้าแป้นของหูฟังจะรองรับทั้งการทัชและการคลิ๊กกดลงไป โดยตัวหูฟังทั้งสองข้างจะรองรับการสั่งงานที่เหมือนกันได้ทุกอย่าง แต่เราต้องเลือกหูฟังหลักและหูฟังรองของเราซะก่อนว่าจะใช้ข้างไหนเป็นสำคัญครับ

โดยหูฟังข้างหลักจะใช้สำหรับการเปิดและปิดการเล่นเพลงโดยการกดปุ่มบนตัวหูฟัง รองรับการกดหนึ่งครั้ง, ดับเบิ้ลคลิ๊กสองครั้ง และกดคลิ๊กสามครั้ง รวมถึงการกดแล้วค้างไว้เพื่อเรียกใช้งานคำสั่งเสียงอย่าง Siri หรือ Google Assistant

ส่วนตัวหูฟังข้างรองจะปรับเป็นตัวรองรับการสั่งงานแบบทัช (ยังคงกดปุ่มเพื่อรับสายวางสายได้เช่นกัน) เป็นการทัชเพื่อควบคุมฟังก์ชั่นที่เราเลือกได้ว่าจะทัชเพื่อเพิ่มเสียงลดเสียง หรือจะทัชเพื่อเรียกใช้ชุดคำสั่งเสียง และทัชค้างเพื่อเรียกเปิดเพลย์ลิสโปรดของเราจากแอพฟังเพลงได้โดยตรง

มีความยืดหยุ่นคือมันสลับการทำงานไปมาได้ทั้งสองข้าง แต่ข้อจำกัดก็คือต้องเลือกการควบคุมหลักให้แก่หูฟังด้านใดด้านหนึ่ง ไม่อาจจะใช้ฟังก์ชั่นการทัชร่วมกับการกดได้ในหูฟังข้างเดียวกันครับ

เมื่อความสามารถของตัวหูฟังซ้ายขวาเท่าๆ กัน ตัวหูฟังของ Backbeat 5100 Pro ทั้งสองข้างจึงแยกกันทำงานได้อิสระครับ เราสามารถหยิบมาใช้งานเพียงข้างใดข้างหนึ่งได้ในระบบเสียงแบบโมโน หรือจะใช้งานทั้งสองข้างเป็นแบบเสียงสเตอริโอก็ได้เช่นกัน

โดยตัวหูฟังจะมีไมค์และเซ็นเซอร์ตรวจจับการสวมใส่อัตโนมัติ มันสามารถเริ่มทำงานเองหยิบออกมาจากกล้องและเมื่อสวมใส่ และจะหยุดการทำงานได้เมื่อถอดออกได้เช่นกัน การเก็บเข้ากล้องจะเป็นการปิดหูฟังพร้อมชาร์จพลังงานที่สำรองไว้จากกล่องเข้าสู่หูฟัง และถ้าสนทนาเสียงอยู่ การถอดออกจะจากหูจะเป็นการปิดเสียงไมค์ในตัวด้วยโดยอัตโนมัติ และตั้งค่าไว้ได้ว่าต้องการสลับเสียงการสนทนาไปยังสมาร์ทโฟนโดยทันทีหรือไม่?

ตัวกล่องเป็นพลาสติกขนาดไม่ใหญ่ครับ น้ำหนักเบา มีปุ่มเปิดที่ใช้กดเพื่อดูไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่ได้ด้วย โดยใช้การกระพริบไฟบนฝากล่องและภายในกล่อง 1-3 ครั้งตามระดับแบตเตอรี่ที่คงเหลือ

เรื่องระยะการใช้งานของแบตเตอรี่ จากการทดสอบใช้งานของผม แนวการใช้งานผมมักจะนำมาใช้เพื่อการฟังเพลงเป็นหลักครับ ปกติเปิดเสียงดังสุดประมาณ 90-100% ของความดังเสียงตามนิสัย แบตเตอรี่ของหูฟัง Backbeat 5100 Pro จะใช้งานฟังเพลงได้ประมาณ 5 ชั่วโมงกว่าๆ ต่อการชาร์จตัวหูฟังเต็มหนึ่งครั้งครับ ถ้าคนอื่นใช้งานอาจจะได้นานกว่าหน่อยตามระดับเสียงที่หูนิยมของใครของมัน ตามสเปคเขาบอกไว้ว่าได้เฉลี่ยหกชั่วโมงครึ่ง

ตัวกล่องคือแบตเตอรี่เสริมสำหรับหูฟังชุดนี่ครับ เก็บเข้ากล่องเพื่อชาร์จพลังงานกลับเข้าตัวหูฟัง ถ้าจะเอาจนแบตของตัวกล่องหมดรวมกับตัวหูฟัง ผมกะไว้ประมาณต้องเกิน 15 ชั่วโมงขึ้นไปนั้นแหละครับถ้าจะใช้ให้อุปกรณ์ชุดนี้แบตหมดทั้งหูฟังและกล่องจนต้องชาร์จใหม่

แนวเสียง

ก็คงพูดได้ว่าแนวเสียงที่ชอบของผู้รีวิวคือแนว “ดุดัน ครบเครื่อง” เสียงดุๆ แบบกัดเจ็บๆ ยิ่งชัดยิ่งชอบ แต่กับเจ้าหูฟัง BackBeat PRO 5100 มันคือสุภาพบุรุษครับ เรียกว่าแค่ฟังเสียงคุณก็จะรู้เลยว่าหูฟังตัวนี้อาจจะเข้ม อาจจะขรึม แต่ไม่ทำร้ายสุภาพสตรีหรือเคยฆ่าใครตายมาก่อนอย่างแน่นอน เสียงละมุนมาเป็นลูก เบสชัดเด่นแต่ไม่กระแทกกระทั้น แนวเสียงปลอดภัยต่อรูหูมากครับสำหรับ BackBeat PRO 5100 แนวเพลง Easy Listening เข้ากับหูนี้สุดๆ ครับ

เกาะประเด็น:  รีวิว OPPO Reno2 F เครื่องสวยหรู กล้องดูดี ถ่ายสวยทุกมุมมองทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

เปิดเสียงสุดเสียงไม่แตกไม่เละ ปรับ EQ เสียงแบบสมดุลก็ให้แนวเสียงที่ฟังสบายแล้วครับ แบบนี้หูไม่ล้า ฟังเพลินๆ เป็นเพื่อนคลอดนตรีไปได้ทั้งวัน

BackBeat PRO 5100 มีการวางจำหน่ายในเมืองไทยแล้วนะครับ โดยวางคู่กับอีกสองรุ่นใหม่

  • BackBeat PRO 5100: วางจำหน่าย 1 สี คือ สีดำ ราคาเปิดตัว 6,590 บาท รับประกัน 2 ปี
  • BackBeat FIT 3200: วางจำหน่าย 2 สี คือ สีดำ และสีเงิน ราคาเปิดตัว 5,990 บาท รับประกัน 2 ปี
  • BackBeat FIT 6100: วางจำหน่าย 2 สี คือ สีดำ และสี Camo ราคาเปิดตัว 7,590 บาท รับประกัน 2 ปี

และภายในงาน Thailand Mobile Expo 2109 วันที่ 3-6 ตุลามคมนี้ ทาง Plantronics ก็ได้ไปเปิดบูธจัดจำหน่ายสินค้าทั้งสามรุ่นนี้เช่นกัน พร้อมโปรโมชั่นของแถมสุดพิเศษภายในงาน ใครสนใจก็แวะชมแวะลองหูฟังใหม่ทั้งสามรุ่นนี้ได้ หรือทางออนไลน์สามารถซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Plantronics Official Store ใน Lazada, Shopee, JD Central, WeMall ได้เช่นกันครับ

สรุปท้ายรีวิว

หูฟังทรูไวร์เลสไร้สายที่ออกแบบมาเพื่อคนชอบสบายตัวครับ BackBeat PRO 5100 ออกแบบมาได้ดีมาก ใส่นานๆ ไม่เจ็บหู ใส่ไม่นานยิ่งสบายตัวเพราะแทบไม่รู้สึกระคายเลย น้ำหนักหูฟังยังเบามากอีกด้วยครับ มีมาตรฐานการกันน้ำในระดับไม่ต้องกลัวฝนกลัวเหงื่อ ใส่ได้ทุกสถานการณ์

ระบบไมค์ตัดเสียงขั้นดี คุยโทรศัพท์จะชัด ปลายสายไม่เกิดความรำคาญแม้จะอยู่ในที่เสียงดังหรือมีลมปะทะ ส่วนแนวเสียงในการฟังเพลงออกทางนุ่ม สบาย แต่แน่นครับ สำหรับคนไม่ชอบโทนแหลมตัวนี้จะถูกใจ

แอพพลิเคชั่นควบคุมเรียบง่าย ฟังก์ชั่นไม่เยอะก็ใช้งานง่าย ฉะนั้นเมื่อดูโดยรวมทั้งหมดแล้ว BackBeat PRO 5100 คือหูฟังที่ทุกอย่างง่ายๆ เบาๆ สบายๆ ครับ เป็นคู่หูสำหรับการใช้งานทั้งความบันเทิงและการติดต่อสื่อสารในระดับติดต่องานที่เหมาะสมมากเลยครับ