รีวิว Samsung Galaxy S9 และ S9+ กับการใช้งานตลอดสองอาทิตย์

หลังจากเปิดตัวออกมาเมื่อประมาณปลายเดือนที่ผ่านมา ผมก็ได้มีโอกาสได้ลองใช้งานเจ้าเครื่องสมาร์ทโฟนคู่นี้อย่างเต็มที่เป็นเวลาประมาณสองอาทิตย์กว่าๆ ครับ

ในด้านตัวเครื่องภายนอกและฟังก์ชั่นต่างๆ ทุกคนน่าจะได้รับรู้กันไปแล้วกับ รีวิวแรก Samsung Galaxy S9 และ S9+ ของทาง AppDisqus ในลิงก์นี้นะครับ

ฉะนั้นในรีวิวสรุปจบบทความนี้ ก็ขอมาพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพการใช้งานในด้านต่างๆ ที่ผมอยากจะนำมาบอกทุกคนให้ได้ทราบกัน

ก็ขอเริ่มจากความรู้สึกของตัวเครื่องภายนอกจากการใช้งานมากันก่อน สิ่งแรกที่สังเกตเห็น ก็คือตัวเครื่อง Samsung Galaxy S9 และ S9+ นับเป็นเครื่องเรือธงที่มีความบางและเบามากครับ เมื่อเทียบกับเรือธงระดับสูงของแบรนด์อื่นๆ ในยุคเดียวกันก็ต้องบอกว่าการถือจับรู้สึกเบาสบายมือกว่า

การออกแบบหน้าจอไร้ขอบที่เป็นแบบไร้ขอบของจริง เพราะขอบจอของมันโค้งลงไปถึงข้างเครื่อง กินพื้นที่กว้างกว่าเครื่องไร้ขอบตามปกติโดยทั่วไป

เวลาผมถือใช้งานหลายๆ เครื่องไปพร้อมกัน ตัว  Galaxy S9 และ S9+ จะค่อนข้างถือได้สบายมือมากครับ ด้วยความเบาของมันนี้แหละ แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่อย่างก็คือที่สแกนนิ้วด้านหลัง แม้จะมีการย้ายตำแหน่างมาไว้ด้านล่างเลนส์กล้อง สแกนได้ง่ายกว่ารุ่นเดิมแต่ก็ยังเจอปัญหานิ้วไปโดยเลนส์กล้องอยู่เสมอ – –

ด้วยเพราะความเรียบของขอบเลนส์กล้องและขอบสแกนนิ้ว แทบจะไม่แบนราบไม่ต่างไปจากพื้นผิวของตัวเครื่องเป็นเนื้อเดียวกัน ในด้านหนึ่งมันดูสวยงามดีครับ แต่อีกด้านก็เกิดปัญหาเล็งนิ้วลงจุดสแกนยากอยู่เหมือนกันครับ

ทาง Samsung แนะนำว่า การสแกนนิ้วด้านหลังให้ใช้เป็นลักษณะของการรูดริ้วผ่านจะสะดวกกว่าการแตะทัชลงไปตรงๆ ครับ (อยู่ในคำแนะนำขณะทำการสแกนนิ้ว)

ตัวสีเครื่องสีดำสวยดี ทำกลืนไปกับหน้าจอ ซึ่งสีดำแบบนี้ กลายเป็นสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เครื่องสีดำของ Samsung ไปแล้วครับ แต่งวดนี้สีมาแรงของ S9 และ S9+ ต้องยอมสีม่วง Lilac เขาเลย เพราะได้ยินมาว่ายอดจองเกินหน้าเกินตาสีอื่นมากทีเดียว ซึ่งผมก็ว่ามันโดดเด่นและดูเป็นเทรนด์ใหม่ดีครับ

หน้าจอสีสันสดใส แสงสว่างชัดเจน ความละเอียดสูงมาก คมชัดครับ ตามสเปคแล้วละเอียดได้มากถึง QuadHD+ หน้าจอยังอยู่กับมาตรฐานของเครื่อง Galaxy S8 สามารถรับชม Youtube ได้ในระดับความละเอียด 1440 พิกเซลครับ

แต่สิ่งที่ตัวเครื่องภายนอกของ Galaxy S9 และ S9+ แตกต่างไปจากรุ่นเดิมแบบมีนัยยะสำคัญในการใช้งานมากๆ ก็คือเรื่องของลำโพงครับ

เพราะตัว Galaxy S9 และ S9+ จะมาพร้อมกับลำโพงคู่ระบบสเตอริโอ ที่ถูกปรับจูนมาโดยแบรนด์เครื่องเสียงชื่อดัง AKG ทำให้งานนี้เวลาผมดูหนัง ฟังเพลง หรือเปิด MV ในห้องหรือวงปาร์ตี้เล็กๆ บอกได้เลยว่ามันเอาอยู่แบบไม่ต้องเชื่อมต่อกับลำโพงภายนอกครับ ตัวเสียงดังกว้าง มีมิติและเนื้อเสียงมากขึ้นชัดเจน เป็นมือถือที่เสียงลำโพงค่อนข้างดีมากทีเดียว

ตัวเครื่องสองซิมการ์ดแบบไฮปริด สามารถใส่ Micro SD card ได้แทนซิมการ์ดที่สอง แต่คงไม่ใส่ครับ เพราะหน่วยความจำของเครื่อง Galaxy S9 และ S9+ มีมาให้เยอะแล้ว สูงสุดสำหรับ S9+ อยู่ที่ 256GB

รองรับหมดในการเชื่อมต่อไร้สายของเครื่อข่ายแรงๆ ในไทย น่าจะครบที่สุดแล้วเพราะ Galaxy S9 และ S9+ รองรับ Next G ของทาง AIS ด้วย

เกาะประเด็น:  เปิดข้อมูลผลประกอบการของ ซัมซุง ในไตรมาสที่ 3 รายได้เพิ่มขึ้น 20%

ตัวเครื่องกันน้ำ มีพอร์ตชาร์จ USB Type-C และยังมีที่เสียบหูฟัง 3.5mm อยู่ครับ โดยภายในกล่องก็ให้มาหมดทั้งที่ชาร์จแบบ Fast charge และหูฟังผลงานของ AKG แถมยังมีตัว USB OTG และตัวแปลงพอร์ตให้เป็น  Micro USB พร้อมเคสใสซิลิโคนอีกหนึ่ง ครบถ้วนครับ

การชาร์จแบตโดยการเสียบสายของ Galaxy S9 และ S9+ จะชาร์จได้ไวครับเมื่อใช้กับหัวชาร์จที่ให้มาในกล่อง ประมาณ 75% ในเวลาประมาณ 40 นาที

ตัว Galaxy S9 และ S9+ รองรับมาตรฐานการชาร์จไร้สายของ QI ฉะนั้นมีที่ชาร์จไร้สายตัวไหนที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ก็นำมาใช้กันได้หมดครับ แต่แนะนำที่เป็นตัว Fast Charge ของ Samsung อีกเช่นกัน เพราะเจ้าคู่นี้รองรับการชาร์จไวแบบไร้สายด้วยครับ

และแบตเตอรี่ของ Galaxy S9 และ S9+ ดันทำออกมาได้อึดกว่าที่ผมคิดไว้ซะด้วยนะ อาจจะด้วยตัวประมวลผลตัวใหม่ 10 นาโน และซอฟท์แวร์การจัดการพลังงานที่ปรุงมาได้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น ส่งผลให้การใช้พลังงานของเครื่องทำได้ดีกว่าเครื่อง S8 ครับ ดีกว่า Note 8 ด้วย โดยเฉพาะในขณะใช้งานหนักๆ ต่อเนื่อง เช่นการถ่ายวีดีโอ Live สด หรือเล่นเกมเป็นต้นครับ

ขณะที่ผมนำไปใช้งาน สามารถเปิดจอเล่นเกมได้ต่อเนื่องประมาณ 7 ชั่วโมงครับ และชอบมากสำหรับโหมดเล่นเกมใน Samsung Galaxy ที่สามารถหรี่หน้าจอและล็อคเอาไว้กันมือไปโดนได เพราะมันเหมาะมาสำหรับยุคเกมสมัยนี้ที่มันออโต้ได้ ^^ ประหยัดแบตมากขึ้น แถมไม่เตะตาเจ้านายว่าเราแอบเล่นเกม 555

หน้าจอยาวๆ อาจจะมีขอบดำข้างจอบ้างนะครับ

ประสิทธิภาพก็ดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อเทียบชัดๆ กับเครื่อง Note 8 ที่ใช้งานอยู่ เกมเดียวกันแต่ตอบสนองไวกว่าครับ ลื่นไหลกว่า ฉะนั้นเรื่องประสิทธิภาพการทำงานหายห่วงได้เลยครับ ก็นี่มันเครื่องระดับเรือธงอะนะ ^^ ผลทดสอบได้คะแนนสูงลิ่วครับ

 

ฟังก์ชั่นใหม่ๆ เช่นการสแกนอัจฉริยะที่เข้ามาช่วยในการปลดล็อคเครื่อง ช่วยให้เราคล่องตัวมากขึ้นทีเดียว เพราะไม่ต้องไปสนใจแล้วว่า เราจะสแกนม่านตาหรือสแกนหน้าดี มันเลือกจับให้เราเองโดยอัตโนมัติครับ

ไม่ว่าจะในที่มืด ในที่สว่าง หรือในเวลาใช้งาน Samsung Pass ที่เป็นระบบป้องกันการใช้งานสำคัญ ซึ่งปกติต้องใช้รหัสผ่าน ตัวเครื่องมันจะใช้สแกนใบหน้าและดวงตาแทนครับ แต่มันจะเลือกสแกนอะไรเราไม่ต้องสนใจครับ เราทำหน้าที่เดียว คือมองหน้ามัน ^^ มองหน้าจอเครื่องเอาไว้เดี๋ยวเครื่องมันเลือกสแกนเองว่าจะเอาหน้า หรือเอาตา หรือเอาทั้งสองอย่างเพื่อความปลอดภัย

ระบบ Bixby ผู้ช่วยส่วนตัว ที่ตอนนี้ทำประโยชน์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานแบบเรียลไทม์ เช่นการแปลภาษาได้ด้วยการส่องกล้องไปที่ภาษาที่ต้องการแปล รองรับภาษาไทยด้วยครับ

จุดเด่นสำคัญอีกหนึ่งอย่างของ Galaxy S9 และ S9+ ยังคงมีเรื่องของกล้องถ่ายภาพที่ต้องพูดถึง เพราะมันเจ๋งกว่าเดิมในหลายฟังก์ชั่นเลยครับ ^^

เกาะประเด็น:  พรีวิว Samsung Galaxy A7 (2018) นวัตกรรมกล้องหลังสามตัวครั้งแรกของ Samsung กับเลนส์ใหม่สุดกว้างแบบฟิชอาย

ตัวกล้องของ Galaxy S9 และ S9+ มีการพัฒนามากขึ้นทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ครับ ตัวฮาร์ดแวร์มีการใช้รูรับแสงที่กว้างมากขึ้นเป็น f1.5 แถมยังเป็นกล้องแบบสองรูรับแสงเครื่องแรกของโลก เพราะในเลนส์กล้องจะสามารถบีบรูรับแสงลงให้เหลือ 2.4 ได้อัตโนมัติ

กล้องของ Galaxy S9 จะเป็นกล้องเดี่ยว ที่มีสองรูรับแสงนะครับ แค่ส่วนของ S9+ จะเป็นกล้องคู่ที่มีสองเลนส์ และจะมีโหมดพิเศษ Live Focus, Dual Capture และ Art Bokeh เพิ่มเข้ามาให้

  • Live Focus คือโหมดถ่ายแบบปรับระยะชัดลึกชัดตื้น ละลายฉากหลัง

  • Dual Capture คือการถ่ายภาพครั้งเดียวได้ภาพในสองระยะ
  • โหมด Live Bokeh คือการปรับแสงโบเก้ฉากหลังให้เป็นรูปทรงพิเศษ เช่นกระต่าย, หัวใจ, เครื่องบิน, เกล็ดหิมะ เป็นต้น ซึ่งจะเปิดทำงานให้โดนอัตโนมัติเมื่อเราถ่ายภาพแบบ Live Focus และมีแสงไฟเป็นโบเก้ในด้านหลังครับ

ตัวอย่างภาพ Art Bokeh สังเกตแสงไฟฉากหลัง จะเป็นรูปลักษณะต่างกันตามการปรับแต่งที่เราต้องการครับ ^^

สิ่งที่มีการพัฒนาเข้ามาอย่างมากในด้านกล้องของ S9 และ S9+ ก็เป็นเรื่องของระบบ AR อย่าง AR Emoji การสร้างองค์ประกอบจำลองหน้าตาของเรา แปลงเราเป็นตุ๊กตาหรือตัวละครน่ารักๆ ได้ พร้อมทั้งมีความสามารถในการสร้างภาพสติ๊กเกอร์เคลื่อนไหวจากการสแกนใบหน้าเราได้ด้วยครับ

มีสติ๊กเกอร์เคลื่อนไหวส่วนตัว เอาไว้ส่งหาคนอื่นได้ทุกบริการแชตที่รองรับไฟล์ Gif ครับ ^^ เช่น Facebook หรือ Line เป็นต้น

รวมถึงการถ่ายภาพแบบ Super Slow-Mo เป็นจุดเด่นของรุ่นเลย กับการถ่ายวีดีโอสโลว์โมชั่นระดับ 960Fbps พร้อมลูกเล่นการตัดต่อวีดีโอ ซึ่งเราอยากให้เพื่อนๆ ได้ให้ภาพ สามารถดูได้จากวีดีโอคลิปด้านล่างของพวกเราได้เลยครับ

ตัวอย่างภาพถ่าย

สรุปจุดประทับใจ

หลักๆ ของการใช้งาน Galaxy S9 และ S9+ ในสองอาทิตย์ที่ผ่านมา รู้สึกดีครับ สนุกกับการใช้งานและคล่องตัว มีการตอบสนองดี ทั้งด้านความเร็วและประสิทธิภาพ ฟังก์ชั่นสำคัญๆ อย่าง Samsung Pay, การสแกนอัจฉริยะ และบริการพิเศษอย่าง Galaxy Gift ทำให้คนใช้ได้ประสบการณ์ที่เป็นแบบฉบับเฉพาะของ Samsung เท่านั้น

กล้องถ่ายง่ายและสนุก มีโหมดใหม่ๆ มาให้เล่น  ตัวเครื่องก็สวยและเบา ถือง่ายครับไม่เมื่อย 555 หน้าจอชัด เสียงลำโพงดีมาก มีมิติ มีเนื้อเสียง เปิดเพลงฟังในห้องโดยไม่ต้องต่อลำโพงได้อยู่ และแบตเตอรี่อึดกว่าที่คิดกันไว้ครับ

 




//To track Impressions use the following URL:







แสดงความคิดเห็น