[Tips] คัมภีร์ Google Trips แอพพลิเคชั่นเด็ดที่ขาเที่ยวห้ามพลาด!

Google Trips แอพพลิเคชั่นเดียว ขึ้นเหนือ ลงใต้ ล่าหมีป่า ยันโคอาล่ามาร์ช ก็ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป! เที่ยวได้ใสๆ โดยมี Google เป็นไกด์ให้ตลอดทริป!

Google เปิดตัวแอพพลิเคชั่นสำหรับการท่องเที่ยวของตัวเองอย่างเป็นทางการเสียที ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดตัวแอพพลิเคชั่นที่มีประโยชน์แบบสูงปรี๊ดสำหรับบรรดาขาเที่ยวทั้งหลายเลยทีเดียว แน่นอนว่าอเล็กซ์เองก็เป็นหนึ่งในชนกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากมายเหลือเกินนั้น และในเมื่อวันนี้มีการเปิดตัว Google Trips อย่างเป็นทางการแล้ว APPDISQUS เองก็ไม่พลาดที่จะหยิบมาแนะนำและเจาะลึกการใช้งานให้เพื่อนได้เริ่มต้นการใช้งาน Google Trips ได้อย่างโปร

ดาวน์โหลด Google Trips บน iOS / Android


Google Trips คืออะไร

Google Trips คือแอพพลิเคชั่นล่าสุดจาก Google สำหรับ iOS และ Android โดยทำหน้าที่เป็นเหมือนกับผู้ช่วยส่วนตัวในเรื่องของการท่องเที่ยวของเรา โดยเจ้า Google Trips นี้ใช้ประโยชน์จากบริการของกูเกิลที่มีอยู่มากมายในปัจจุบันเพื่อนำมาสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน เริ่มตั้งแต่ Gmail ไปจนถึง Google Local Guide ที่เพิ่งเปิดให้บริการในไทยไปได้ไม่นานมานี้ ซึ่งหลักการง่ายๆ ของมันก็คือ เจ้า Google Trips นี้จะทำการดึงแผนการเดินทางหรือ Itinerary จากอีเมลที่มีการยืนยันการจองตั๋วเครื่องบิน รวมไปจนถึงข้อมูลที่พักจากอีเมลยืนยันการจองที่พักของเราที่ส่งมาจากสายการบินหรือผู้ให้บริการย่อยรายใดๆ ก็ตามมาเก็บเป็นข้อมูลไว้ใน Google Trips จากนั้นก็จะทำการประมวลผลสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ ในเมืองปลายทางที่เราจะไปเยือนและทำออกมาเป็น Day Plan หรือแผนการท่องเที่ยวรายวัน (หากกูเกิลมีข้อมูลของเมืองที่เราไปเพียงพอ) รวมถึงคำแนะนำต่างๆ ที่น่าสนใจนั่นเอง เรียกได้ว่าครบ จบ ในแอพพลิเคชั่นเดียวเลย

 

เข้าใจ Google Trips อย่างละเอียดเพื่อการใช้งาน

เมื่อเราทราบแล้วว่า Google Trips คืออะไร ต่อไปก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเข้าใจ Google Trips กันอย่างละเอียด (ซึ่งง่ายต่อการเข้าใจมากๆ) เพื่อให้เราดึงเอาความสามารถในการใช้งานมันออกมาได้อย่างเต็มที่นี่เอง โดยต่อจากนี้ไปจะดึงข้อมูลการเดินทางของอเล็กซ์เองมาเป็นตัวอย่าง

1. การเดินทางที่กำลังจะมาถึง (Upcoming) และการเดินทางที่ผ่านมาแล้ว (Past)

UI ของ Google Trips คือมีเสน่ห์มากครับ ง่าย กระชับ และเข้าใจได้ทันทีที่มองเห็น โดยในหน้าแรกของ UI นั้นจะแบ่งการแสดงผลออกเป็นสองช่วง คือแผนการเดินทางที่กำลังจะมาถึง (Upcoming) และแผนการเดินทางที่ผ่านมาแล้ว (Past) โดยแผนการเดินทางทั้งหมดนี้จะถูกฟีดหรือดึงมาจากอีเมลหลักที่คุณใช้ล็อกอิน Google Trips เอาไว้ ซึ่งหากใครจองไฟลท์โดยการใช้อีเมลอื่นก็ไม่ต้องตกใจครับ เพียงคุณฟอร์เวิร์ดอีเมลที่มีแผนการเดินทางของคุณอยู่มาที่อีเมลหลักที่คุณผูกกับแอพพลิเคชั่น Google Trips เพียงเท่านี้ Google ก็จะทำการฟีดข้อมูลการเดินทางนั้นๆ ของคุณเข้ามาไว้ในแอพพลิเคชั่นได้แล้ว

how-to-google-trips-1

หน้าจอหลักแสดงทริปที่กำลังจะมาถึงและทริปที่ผ่านไปแล้ว

2. เลือกวางแผนทริปที่กำลังจะมาถึง

หลังจากเห็นข้อมูลของทริปทั้งหมดที่ Google Trips ฟีดเข้ามาให้ที่หน้าแรกแล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาวางแผนการท่องเที่ยวและการเดินทางยังจุดหมายปลายทางที่กำลังจะมาถึงกัน โดยเนื่องจาก Google Local Guide นั้นเพิ่งเปิดให้ใช้งานในหลายๆ ประเทศได้ไม่นาน ดังนั้น Google จึงยังมีข้อมูลในส่วนนี้ที่แตกต่างกันไปตามความพร้อมของแต่ละประเทศและจุดหมายปลายทาง

เมนูที่มีเหมือนกันในทุกจุดหมายปลายทางที่ APPDISQUS ทดสอบ

ในบางจุดหมายปลายทาง (ส่วนใหญ่เป็นปลายทางที่ไม่เป็นที่นิยมมากนัก หรือยังเป็นปลายทางที่เพิ่งเปิดให้มีการท่องเที่ยว หรือเป็นปลายทางที่เป็นเมืองรอง ไม่ใช่เมืองหลัก Google Trips จะแสดงเมนูย่อยเพื่อการวางแผนการเดินทางเพียงแค่ 4 เมนูเท่านั้น

  • Reservations – ข้อมูลการจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมของเราทั้งหมด ทั้งนี้ Google Trips ยังไม่สามารถทำการจองอะไรนอกเหนือจากที่เราจองเอาไว้แล้วได้ในขณะนี้

how-to-google-trips-2

  • Things to do – แนะนำกิจกรรมและสถานที่ที่ควรทำในเมืองปลายทางที่เราไปเยือน โดยจะเป็นการฟีดข้อมูลมาจาก Google Local Guide และ Google Map ของตัวเองนั่นเอง โดยหากเรากดเข้าไปที่รายการที่เราสนใจ จะขึ้นข้อมูลของสถานที่หรือกิจกรรมนั้นๆ ขึ้นมา รวมไปจนถึงเมนูให้เรากดนำทางไป เมนูโทรด่วนไปยังสถานที่นั้นๆ และเว็บไซต์ของสถานที่นั้นๆ (หากมีข้อมูล)

how-to-google-trips-3

  • Saved Places – แสดงรายการสถานที่ที่เราบันทึกไว้ว่าเราต้องการจะไปโดยการติดดาวไว้ในเมนู Things to do ทั้งหมดในเมืองปลายทางที่เราไปเพื่อให้เข้าถึงได้อย่างง่ายดายนั่นเอง

how-to-google-trips-4

  • Food & Drinks – แสดงรายการสถานที่ดื่มและสถานที่กินที่น่าสนใจในเมืองที่เราไปเยือน พร้อมทั้งข้อมูลต่างๆ ของสถานที่ดื่มและกินนั้นๆ พร้อมเวลาเปิด/ปิด ทำการ วิธีการเดินทางไปยังที่นั่น เว็บไซต์หลักของร้านอาหาร (หากมี) และรีวิวจากผู้ที่เคยไปใช้บริการ โดยเช่นเดียวกับ Things to do ที่เราสามารถติดดาวสถานที่ดื่มและกินเพื่อเลือกเก็บไว้ใน Saved Places ได้
เกาะประเด็น  ภาพยนตร์สุดฮาใหม่ล่าสุดจาก Apple เมื่อ "The Rock" ดเวย์น จอห์นสัน ร่วมแสดงนำกับ Siri เตรียมฉายแล้ววันนี้ ที่ Youtube ^^

how-to-google-trips-5

เมนูที่มีเพิ่มเข้ามากับบางจุดหมายปลายทางเท่านั้นที่ APPDISQUS ทดสอบ

ในประเทศหรือเมืองปลายทางที่เป็นที่นิยมทางการท่องเที่ยว และ Google มีข้อมูลมากเพียงพอแล้ว Google Trips จะได้ใช้ประโยชน์ตัวมันเองอย่างเต็มความสามารถ โดยจะเพิ่มอีก 3 เมนูสำคัญมากต่อนักเดินทางที่ช่วยให้การเดินทางในจุดหมายปลายทางเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากๆ ขึ้นมา นั่นก็คือเมนู Day plans, Getting around และ Need to know นั่นเอง โดยจากการทดสอบในบุ๊คกิ้งที่มีอยู่ของอเล็กซ์เอง ณ ตอนนี้ จุดหมายปลายทางที่แสดงข้อมูลเมนูพวกนี้ด้วยคือ โอซาก้า, โตเกียว (ญี่ปุ่น) กัวลาลัมเปอร์ (มาเลย์เซีย) เซี่ยงไฮ้ (จีน) อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์) ซตุทท์การ์ท (เยอรมัน) ซูริค (สวิตเซอร์แลนด์) โรม, มิลาน, เวนิซ (อิตาลี) ดูไบ (UAE) สิงคโปร์ (Singapore) กรุงเทพ, เชียงใหม่ (ไทย) ในขณะที่บางจุดหมายปลายทางนั้นก็จะมีเมนูเพิ่มขึ้นมามากกว่า 4 เมนูหลัก แต่มีไม่ครบทั้ง 7 เมนูเต็ม ยกตัวอย่างเช่น เสินเจิ้น (จีน) และพัทยา (ไทย) ที่มี Day Plans เพิ่มขึ้นมา แต่ไม่มีอีก 2 เมนูที่เหลือ

  • Day Plans – ถือเป็นเมนูที่สำคัญและน่าสนใจที่สุดใน Google Trips เลยทีเดียว และเป็นจุดเด่นที่ Google Trips เหนือกว่าแอพพลิเคชั่นแบบเดียวกันทั้งหมดในตลาด ณ ตอนนี้ โดย Google จะประเมินเวลาที่เราอยู่ในจุดหมายปลายทาง (เวลาท่องเที่ยวของเรา) แล้วสร้างออกมาเป็นแผนการเดินทางให้เราเลือกเที่ยวได้ตามที่กูเกิลแนะนำ (สำหรับคนที่ไม่ชอบคิดแผนเอง) โดยกูเกิลจะกำหนดจุดหมายให้ไปเป็นลำดับ 1 – 2 – 3 – 4 และเรื่อยๆ ตามเวลาและระยะทางระหว่างสถานที่ในแผนการท่องเที่ยวที่เราเลือก ซึ่งออกแบบและคำนวนเวลามาให้เสร็จศัพท์แล้วโดยกูเกิล ทำให้เราไม่ต้องกังวลว่าจะเที่ยวไปอย่างมึนๆ งงๆ หรือไปไม่ทันที่ใดที่หนึ่งเป็นสำคัญ หากเราเดินทางตามคำแนะนำของ Google Trips จากเมนู Day Plans

how-to-google-trips-6

ยกตัวอย่างเช่นในรูปข้างต้นซึ่งเป็นทริปการเดินทางไปโอซากาของทีมงาน APPDISQUS โดยเมื่อเราเลือก Day Plans เจ้า Google Trips ก็จะแพลนเส้นทางการเดินทาง 1 วันในโอซากาให้กับเรา โดยออกมาเป็น 4 เส้นทางให้เราเลือกคือ One Day in Osaka, Tennoi District Hilights, Museums of Osaka และ Osaka with Kids เราซึ่งเป็นผู้เดินทางสามารถเลือกแพลนที่กูเกิลจัดไว้ให้ว่าแพลนไหนคือแพลนที่ถูกใจเรา เช่นในกรณีตัวอย่างนี้ เราเลือก One Day in Osaka เจ้า Google Trips ก็จะออกแบบการเดินทางให้กับเรา โดยจะพาเราเดินทางไปยัง 6 จุดหมายปลายทางในแพลนนี้ พร้อมกับบอกรายละเอียดสถานที่ คะแนนรีวิว การเดินทาง เวลาเปิด/ปิด เพื่อให้เราเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางทั้ง 6 ได้อย่างทันเวลา (หากเราท่องเที่ยวตามคำแนะนำของ Google Trips)

  •  Getting Around – เมนู Getting Around จะบอกวิธีการเดินทางและรูปแบบการสัญจรหลักอย่างละเอียด (มาก) ของจุดหมายปลายทางนั้นๆ ที่เราไปถึง โดยเริ่มตั้งแต่สนามบินเป็นต้นไป ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีรายละเอียดการเดินทาง รวมไปจนถึงเมนูย่อยภายในที่แตกต่างกันไป ข้อมูลในส่วนนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะนอกจากจะบอกวิธีการเดินทางจากสนามบินเข้าเมือง (และจากตัวเมืองมาสนามบิน) ในทุกรูปแบบแล้ว ในบางประเทศยังบอกถึงเรตราคาค่าโดยสารหรือค่าเดินทางในแต่ละรูปแบบอีกด้วย

how-to-google-trips-7

  • Need to know – เรื่องราวที่ผู้เดินทางควรรู้เกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่เรากำลังจะไปเยือนเพื่อการปฏิบัติและคความเข้าใจที่เหมาะสม โดยในแต่ละประเทศ Google Trips จะโฟกัสเรื่องราวควรรู้ที่แตกต่างกันไป เช่นที่โอซากานั้น Google จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับภาษีแบะการคืนภาษีนักท่องเที่ยวขึ้นมา พร้อมกับข้อมูลการช็อปปิ้งและสถานที่ช็อปปิ้งต่างๆ ขึ้นมา ในขณะที่อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์) นั้นจะมีข้อมูลเรื่องสุขภาพและการติดต่อหน่วยงานที่เหมาะสม จำเป็น หากเกิดเรื่องอันตรายขึ้นที่นั่น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่สำคัญที่นักเดินทางควรทราบไว้ทั้งสิ้น

how-to-google-trips-8

 

3. หากเดินทางแบบ Transit Flight หรือต้องมีการเปลี่ยนเครื่องล่ะ Google Trips จะทราบไหม? และจะจัดแผนให้เราอย่างไร

เกาะประเด็น  เจาะฟังก์ชั่นการใช้จอคู่ Samsung Galaxy J7 Pro และทดสอบกล้อง f1.7 ในการถ่ายภาพที่แสงน้อย

จากบุ๊คกิ้งของอเล็กซ์เอง หากเป็นการเดินทางที่ต้องมีการทำ Transit Flight หรือมีการต่อเครื่อง หรือเป็นการเดินทางแบบ Multi Cities (หรือหลายจุดหมายปลายทาง) Google Trips จะใช้ระยะเวลาที่เราอยู่ในเมืองที่เราต้อง Transit มาเป็นตัวกำหนดว่าต้องจัดแผนการเดินทางเพิ่มให้เราอีกหนึ่งต่อหรือไม่ เช่นในกรณีของผมเองที่จะเดินทางไปมอริเชียสในช่วงต้นปีหน้า และต้องไปทำทรานซิสไฟลท์ที่กัวลาลัมเปอร์ ทั้งขาไปและขากลับ แต่ขาไปนั้นเลือกแวะนานหน่อยเพราะจะแวะดื่มและค้างคืนและทักทายเพื่อนๆ ที่เคแอลก่อน Google Trips ก็ทำการออกแบบแผนการท่องเที่ยวในเมืองสต๊อปโอเวอร์อย่างกัวลาลัมเปอร์ให้ในขาไปส่วน ส่วนขากลับที่แวะแป๊ปเดียวนั้น Google Trips ก็จะไม่มีการจัดแผนการท่องเที่ยวใดๆ ให้ครับ

how-to-google-trips-9

โดย UI ในหน้าแรกที่แสดงทริปทั้งหมดของเรานั้นจะขึ้นแสดงว่าเป็นทริปไป Mauritius & Kuala Lumpur และเมื่อกดเข้าไปดูก็จะพบว่ามีแถบให้เราเลือกว่าจะจัดการแผนการท่องเที่ยวที่ไหนระหว่าง Kuala Lumpur (ถึงก่อนมาไว้แถบหน้าสุดในกรณีที่มีหลายแถบ) และ Mauritius ซึ่งจะเป็นจุดหมายปลายทางที่แท้จริงนั่นเอง เราเลือกจัดการวางแผนได้เลย (แต่ Mauritius ยังแสดงแค่ 4 เมนูหลักเท่านั้น น่าเสียดายจริงๆ)

 

4. ในกรณีไม่ได้บินไป แต่เป็นการเดินทางไปด้วยวิธีอื่น กูเกิลจะแนะนำการเดินทางให้กับเราได้หรือไม่?

ขึ้นชื่อว่า Google ไม่มาตายน้ำตื้นอย่างแน่นอนครับ จากที่ทดสอบโดยการดูจาก Itinerary ส่วนตัวที่ผ่านมาแล้วตอนเดินทางไปยุโรปนั้น Google ยังสามารถจัดแพลนให้กับเราได้โดยการดูจากบุ๊คกิ้งของโรงแรมที่เรามีทำรายการเอาไว้แทน (ฉลาดไหมล่ะ) เพราะในเมื่อเรามีการจองโรงแรมในเมืองนั้นๆ แสดงว่าเราต้องมีเวลาอยู่ในเมืองนั้นๆ อย่างน้อย 1 คืนแน่ๆ ดังนั้นพี่กูเกิลเลยไม่พลาดที่จะคิดเองเอออ้าง (และถูกด้วย) ว่าเราต้องการที่เที่ยวในเมืองนั้นๆ อย่างแน่นอน

how-to-google-trips-10

ทั้งนี้กูเกิลจะยำรวมชื่อทริปการเดินทางของเราออกเป็นทริปกว้างๆ เช่นในกรณีของผม ทริปการเดินทางจาก Stuttgart ไปจบ Venice นั้น Google จะใช้ชื่อว่า Trip to Central Europe & Italy นั่นเองครับ ซึ่งจะแสดงเมืองที่เรามีการจองโรงแรมเพื่อนอนเท่านั้น หากเราต้องการเพิ่มเมืองอื่นๆ ที่เราไม่ได้มีการจองโรงแรมไว้เพื่อนอน (เช่นตอนผมแวะเที่ยว Frankfurt สั้นๆ) เราจะต้องเพิ่มเข้าไปเองในแผนการเดินทาง กูเกิลจะไม่สามารถแนะนำสถานที่ต่างๆ ใน Frankfurt ให้เราได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งวิธีการเพิ่มนั้นก็ง่ายๆ เพียงแค่กดรูปดินสอตรงมุมขวาบนของหน้าทริปเท่านั้น

 

5. ไม่มีเน็ตไม่ต้องกังวลไป โหลดข้อมูลของปลายทางไว้ล่วงหน้า แค่นี้คุณก็ไม่จำเป็นต้องใช้เน็ตอีกเลยเวลาใช้งาน Google Trips ในประเทศนั้นๆ

จุดเด่นแบบสุดยอดของ Google Trips คงต้องยกให้เรื่องที่เราไม่จำเป็นต้องใช้อินเตอร์เน็ตในระหว่างการใช้งานแอพพลิเคชั่นเลย ซึ่งช่วยให้เราประหยัดค่าดาต้าโรมมิ่งที่เป็นปัญหาปวดใจของนักเดินทางได้อย่างยอดเยี่ยม (นี่ยังไม่พูดถึงบางประเทศที่อินเตอร์เน็ตไม่ดีอีก) วิธีการใช้งาน Offline นั้นง่ายแสนง่าย เพียงแค่ก่อนการเดินทาง คุณกดดาวน์โหลดทริปนั้นๆ มาไว้ใช้งานแบบออฟไลน์ก่อน เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอีกต่อไป นายแน่จริงๆ พี่ Google Trips!

 

ข้อจำกัดที่เป็นปัญหาของ Google Trips ณ ตอนนี้

  • Google Trips ซิงค์ข้อมูลได้จากบัญชีกูเกิลเพียงบัญชีเดียวเท่านั้น และไม่สามารถซิงค์ข้อมูลกับบัญชีอีเมลของผู้ให้บริการรายอื่นได้เลย (เช่น Hotmail หรือเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว) ดังนั้นใครที่อาจใช้อีเมลอื่นในการจองบุ๊คกิ้ง (อย่างตัวผมเอง ที่ผูกข้อมูลสมาชิกไว้ด้วยอีเมลอื่นในบางสายการบิน) หากต้องการให้กรเดินทางของคุณปรากฏใน Google Trips จะต้องฟอร์เวิร์ดอีเมลที่มีแผนการเดินทางหรือ Itinerary แล้วของคุณไปยังอีเมลหลักที่คุณผูกกับ Google Trips ไว้เท่านั้นในตอนนี้ (และอย่าลืมฟอร์เวิร์ดอีเมลห้องพักด้วยล่ะครับ)
  • Google Trips ยังไม่รองรับอีเมลคอนเฟิร์มการจองห้องพักจากบางบริการ จากการทดสอบ Google Trips ไม่บันทึกข้อมูลการจองห้องพักของ Airbnb เลยทำให้บางทริปการเดินทางของผมปรากฏแต่ตั๋วเครื่องบินในการเดินทาง แต่ไม่ปรากฏที่พักที่ปลายทาง แต่ยังไม่สามารถเพิ่มรายการที่พักเข้าไปเองได้ (ซึ่งน่าเสียดายมาก)
  • ฟังก์ชั่นที่ดีมากๆ อย่าง Day Plans, Getting Around และ Need to Know ยังไม่พร้อมใช้งานในบางปลายทางที่ยังไม่เป็นที่นิยมนัก ต่อไปเมื่อมีการเพิ่มข้อมูลจาก Local Guide กันมากขึ้น เชื่อว่ากูเกิลจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างง่ายดาย

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับการรีวิว + พรีวิว + แนะนำทุกฟังก์ชั่นของ Google Trips ที่ APPDISQUS นำมาฝากกันในครั้งนี้ เชื่อแน่ว่าต้องเป็นประโยชน์ต่อนักเดินทางอย่างเพื่อนๆ มากโขเลยทีเดียว (เหมือนที่อเล็กซ์เองรู้สึกในตอนนี้) แล้วติดตาม APPDISQUS ต่อไป อเล็กซ์จะมาเปิดหน้าตักเผย 3 แอพพลิเคชั่นหลักที่ช่วยจัดการการท่องเที่ยวให้เป็นเรื่องง่ายสุดๆ ในบทความหน้านะครับ