คุณกำลังอ่าน
กรณีศึกษา: เลือดท่วมสังเวียน สงครามสองยักษ์ผู้ให้บริการมือถือ AT&T และ T-Mobile ในอเมริกาที่กำลังปะทุราวไฟคลั่ง!

กรณีศึกษา: เลือดท่วมสังเวียน สงครามสองยักษ์ผู้ให้บริการมือถือ AT&T และ T-Mobile ในอเมริกาที่กำลังปะทุราวไฟคลั่ง!

Alex
tmobileads

AT&T และ T-Mobile ถือเป็นสองค่ายผู้ให้บริการมือถือยักษ์ใหญ่ในอเมริกาที่กินส่วนแบ่งการตลาดหลักของเครือข่ายมือถือทั่วอเมริกาไปเป็นจำนวนมาก และเพราะความใหญ่ยักษ์ของทั้งสองค่ายนี้เอง ที่เมื่อเป็นประเด็นบาดหมางใจกันขึ้นมาก็ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวที่ท่าจะยาวนานกว่าหนังไตรภาคให้ได้ติดตามลุ้นกัน

สงครามในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม 2013 ที่ผ่านมา เมื่อประธานบริหารใหญ่ของบริษัท T-Mobile นาย John Legere กล่าวหาสัญญาณของค่ายคู่แข่งว่า “ห่วย (Crap)” แต่นั่นไม่ใช่จุดปะทุของสองค่ายใหญ่อย่างแท้จริง เพราะต้นเหตุแห่งควันไฟที่ว่านี้มันสั่งสมมาตั้งแต่เมื่อปลายปี 2011 โน่น ในตอนที่ AT&T ไม่สามารถฮุบซื้อกิจการของ T-Mobile ได้เพราะถูกคัดค้านโดยคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารและกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกานั่นล่ะ

หากท้าวความกลับไปเมื่อเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2011 ในตอนนั้น AT&T ประกาศกล้าจะซื้อกิจกรรมของ T-Mobile มาเป็นของตนเองโดยการยอมจ่ายเงินสดและหุ้นเป็นจำนวน USD 39,000,000,000 (สามหมื่นเก้ากันล้านเหรียญสหรัฐ) แต่การตัดสินใจในครั้งนี้ของ AT&T นำพามาซึ่งกระแสวิจารณ์และคัดค้านอย่างหนักจากคณะกรรมการของรัฐที่เชื่อว่าการฮุบบริษัทในครั้งนี้ของ AT&T จะส่งผลให้เกิดการยึดครองตลาดทั้งหมดของอเมริกาจนทำให้ไร้การแข่งขันซึ่งอาจเป็นผลให้เกิดปัญหาค่าใช้บริการโทรศัพท์มือถือและสัญญาณไร้สายต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ตามมา

ความตั้งใจที่จะรวบบริษัทของ AT&T ที่ได้ตกลงสัญญาไปแล้วกับ T-Mobile เป็นอันต้องสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2011 เมื่อศาลตัดสินไม่อนุมัติการซื้อบริษัทในครั้งนี้ของ AT&T นั่นทำให้ AT&T จำเป็นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการยกเลิกสัญญากับบริษัท T-Mobile ไปเป็นจำนวนสูงถึง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐในรูปแบบของเงินสด และอีก 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งสิ้นเป็นเงินค่าปรับจากการยกเลิกสัญญาที่สูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกันเลยทีเดียว

ด้วยเรื่องเหล่านี้ (และอาจมีอะไรเบื้องหลังอีกมากมายที่ APPDISQUS ไม่อาจคาดเดาได้) ส่งผลให้ AT&T ตัดสินใจออกแคมเปนจ์โฆษณาตัวหนึ่งขึ้นมาโจมตี T-Mobile ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยแคมเปนจ์โฆษณาตัวนี้กล่าวโจมตีสัญญาณของ T-Mobile ที่ว่าห่วยกว่า AT&T ในทุกเรื่องแบบตรงๆ และโจ่งแจ้ง และยังได้รับการตีพิมพ์ไปบนนิตยสารชั้นนำของอเมริกาแผ่หลาใหญ่โตให้คนได้เห็นกันทั่วอีก อาธิเช่น The New York Times, The Wall Street Journal และ USA Today โดยเจ้าโฆษณาเจ้าปัญหาที่ว่านั้นหน้าตาเป็นแบบนี้เลยครับ

attvstmobile

แปลให้เข้าใจกันคร่าวๆ สำหรับคนที่ต้องพึ่งพาการแปลก็คือ

“ความจริงเกี่ยวกับเน็ตเวิร์คของ T-Mobile (เมื่อเทียบกับ AT&T)

2 เท่า ของอัตราสายหลุดที่ “สูง” กว่า AT&T

2 เท่า ของการโทรออกไม่ได้ที่ “สูง” กว่า AT&T

50% ของอัตราการดาวน์โหลดที่ “ต่ำ” กว่า AT&T”

แน่นอนว่าแคมเปนจ์โฆษณาในครั้งนี้ของ AT&T นั้นไม่มีคำว่ายั้งสำหรับการโจมตีเลย เห็นแบบนี้ T-Mobile เองจึงอดไม่ได้ที่จะต้องส่งแคมเปนจ์โฆษณาตัวใหม่ของตนมาตอบโต้กลับการกระทำของ AT&T

โดนในแคมเปนจ์ตอบโต้นั้น T-Mobile ได้ตั้งคำถามกลับไปยัง AT&T ว่า หากเน็ตเวิร์คของ T-Mobile ห่วยจริงอย่างที่ว่า ทำไมครั้งหนึ่ง AT&T ถึงพยายามอย่างหนักและทุ่มเทเงินมหาศาลไปเพื่อหวังจะได้ครอบครองมันมา แคมเปนจ์โฆษณาดังกล่าวมีหน้าตาเป็นแบบนี้

tmobileads

 

แปลโดยรวมแล้วก็คือ

คัดมาเพื่อคุณ

” – หาก AT&T คิดว่าเน็ตเวิร์คของเราไม่เจ๋งจริง ทำไมพวกนั้นถึงต้องพยายามจะซื้อเราด้วยล่ะ?

– คุณมองเห็น หยาดเหงื่อคราบไคล ในโฆษณานี้ไหม?

– อะไรกันที่ทำให้ AT&T หลับไม่เคยสนิทสักคืน? แน่นอนว่าก็เรานี่ไง

รายงานจาก Tmonews ระบุว่าโฆษณาตัวนี้ได้รับการอนุมัติให้เผยแพร่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่าโฆษณาตอบโต้กลับแบบตั้งคำถามให้คิดในครั้งนี้ของ T-Mobile อาจจะสามารถไปโผล่อยู่บนหัวหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ ได้ตลอดเวลานับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ณ ขณะนี้ T-Mobile ถือเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสี่ในอเมริกา เป็นลอง AT&T, Verizon และ Sprint แต่นั่นก็เพราะ T-Mobile ยังไม่มีการเปิดจำหน่ายอุปกรณ์พกพาและมือถือของ Apple เลยสักชิ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ได้รับการยืนยันจาก Apple แล้วว่ามีแผนที่จะเปิดตลาดผู้ใช้งาน T-Mobile อย่างแน่นอนภายในปี 2013 นี้

ศึกในครั้งนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับเราชาวไทยโดยตรง แต่ APPDISQUS เชื่อว่าการได้เรียนรู้ไว้เป็นกรณีศึกษาทั้งเรื่องของสิทธิการตอบโต้ระหว่างค่ายและการรักษาสิทธิ์ผู้บริโภคของรัฐบาลอเมริกานั้นน่าจะเอื้อประโยชน์ให้กับเราชาวไทยได้ไม่มากก็น้อย แต่ก็อย่าให้ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ทั้งสามค่ายในบ้านเราลุกขึ้นมาตบตีกันแบบนี้เลยนะ กลัวว่านอกจากจะไม่ลงรอยกันง่ายๆ แล้ว เราอาจได้เห็นการโจมตีกันในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่เพียงแค่ผ่านทางสื่อนี่สิ

หากใครอยากทราบว่าสงครามในครั้งนี้จะจบลงอย่างไร อย่าลืมติดตาม APPDISQUS เอาไว้ เราจะรายงานทุกความเคลื่อนไหวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันอย่างแน่นอน!

View Comments (0)

Leave a Reply